Skip links

สรุปการเสวนา “เปิดข้อมูลสถานการณ์บุหรี่ไฟฟ้า : ประเทศไทยจะเดินต่ออย่างไร”

สรุปการเสวนา “เปิดข้อมูลสถานการณ์บุหรี่ไฟฟ้า : ประเทศไทยจะเดินต่ออย่างไร” วันอังคารที่ 9 ธันวาคม 2568 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ เรียบเรียงโดย นางสาวรติกร เพมบริดจ์ / นางสาวอนงค์ณัฐ บุญเรืองนาม กล่าวเปิดการเสวนา : ศ.เกียรติคุณ นพ.วิชัย เอกพลากร คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ความเป็นมาของการสำรวจ และความสำคัญ การสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 7 (พ.ศ.2567-2568) นำข้อมูลที่ได้จากการสำรวจมาใช้ประเมินผลสุขภาพประชาชนไทย เรื่อง ข้อมูลสถานการณ์บุหรี่ไฟฟ้า เพื่อให้เห็นข้อมูลและเป็นทิศทางในการดำเนินงานทางนโยบายต่อไป

บุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มอันตรายต่อผู้สูบ : ไม่ใช่นโยบายลดอันตราย (E-cigarettes increase harm to smokers: They are not an effective harm reduction strategy) : Dr. Stanton Glantz, PhD Professor of Medicine (retired) UC San Francisco (แปลเป็นภาษาไทย โดย นายแพทย์ธนธร ศิริปุณย์) อุตสาหกรรมยาสูบใช้ข้ออ้างเรื่อง “การลดอันตราย” มาเป็นเวลายาวนานกว่า 70 ปี เพื่อส่งเสริมผลิตภัณฑ์ของตน โดยนำเสนอว่าบุหรี่รูปแบบใหม่มีความ “ปลอดภัยกว่า” ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ถูกนำมาใช้กับบุหรี่ไฟฟ้าตั้งแต่เริ่มวางจำหน่ายในปี ค.ศ. 2003 อุตสาหกรรมยาสูบและพันธมิตรยังคงใช้ข้ออ้างดังกล่าวเพื่อต่อต้านนโยบายควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า และผลักดันให้บุหรี่ไฟฟ้าได้รับการยอมรับในฐานะเครื่องมือควบคุมยาสูบรูปแบบใหม่ โดยมีการล็อบบี้อย่างเข้มข้นในการประชุมภาคีสมาชิกอนุสัญญาควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก (WHO FCTC) ในปี ค.ศ. 2025 เหตุผลที่อุตสาหกรรมยาสูบใช้คือ การอ้างว่าบุหรี่ไฟฟ้าปล่อยนิโคตินโดยไม่เกิดการเผาไหม้ จึงมีสารพิษในระดับต่ำกว่า และน่าจะก่ออันตรายน้อยกว่าบุหรี่ทั่วไป อย่างไรก็ตาม ความเชื่อนี้เกิดขึ้นในช่วงเริ่มต้นของการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งในขณะนั้นแทบไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ แม้หลังปี ค.ศ. 2015 จะเริ่มมีรายงานฉันทามติด้านสุขภาพ แต่จำนวนงานวิจัยเกี่ยวกับอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้ายังมีจำกัดเมื่อเทียบกับองค์ความรู้ที่มีในปัจจุบัน
ดังนั้น การกำหนดนโยบายด้านบุหรี่ไฟฟ้าจึงจำเป็นต้องยึดหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ครบถ้วนและเป็นปัจจุบัน ไม่ใช่อาศัยข้อมูลจำกัดหรือความเชื่อในอดีต นอกจากนี้ ยังมีความเข้าใจผิดว่า บุหรี่ไฟฟ้าถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยเลิกบุหรี่ ทั้งที่ความจริง บริษัท Philip Morris ได้พัฒนาต้นแบบบุหรี่ไฟฟ้าที่ใช้งานได้จริงตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1990 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาฐานผู้บริโภค ไม่ใช่เพื่อการเลิกบุหรี่หรือการลดอันตราย

ในปี ค.ศ. 2004 บริษัท Philip Morris ได้เสนอแนวทางประเมินความเสี่ยงของบุหรี่ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่าลดอันตราย โดยแนะนำให้ใช้ตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (biomarkers) ในช่วง 1–3 ปีแรกของการวางจำหน่าย และเปลี่ยนไปใช้การศึกษาระบาดวิทยาระดับประชากรหลังผลิตภัณฑ์อยู่ในตลาดเกิน 5 ปี ปัจจุบันมีงานวิจัยระบาดวิทยาจำนวนมากที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการใช้บุหรี่ไฟฟ้ากับโรคต่างๆ

งานวิเคราะห์อภิมานในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2023 ซึ่งรวบรวมการศึกษาคุณภาพสูง 107 ชิ้น พบว่า ความเสี่ยงจากบุหรี่ไฟฟ้าไม่แตกต่างจากบุหรี่ธรรมดาในด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง และความผิดปกติด้านเมตาบอลิซึม ขณะที่โรคหอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และโรคในช่องปาก มีความเสี่ยงลดลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญตามที่มีการกล่าวอ้าง
นอกจากนี้ พบว่าการใช้บุหรี่ไฟฟ้าควบคู่กับบุหรี่ธรรมดา (dual use) มีความเสี่ยงมากกว่าการสูบเพียงชนิดเดียว และพฤติกรรมดังกล่าวพบได้บ่อยในผู้ใหญ่ที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้า ส่งผลให้ความเสี่ยงเฉลี่ยของประชากรเพิ่มขึ้น แม้ในโรคระบบทางเดินหายใจและโรคในช่องปากก็ตาม

อีกประเด็นที่ถูกนำมาอ้างสนับสนุนบุหรี่ไฟฟ้าคือ การเป็นเครื่องมือช่วยเลิกบุหรี่ที่มีประสิทธิภาพกว่านิโคตินทดแทน (Nicotine Replacement Therapy: NRT) โดยอ้างอิงการทดลองแบบสุ่มควบคุมหลายฉบับซึ่งดำเนินการภายใต้สภาวะควบคุมทางคลินิก อย่างไรก็ตาม แม้งานวิจัยเหล่านี้พบว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีประสิทธิภาพมากกว่า NRT ในระดับปานกลาง แต่ผลสรุปดังกล่าวมักถูกนำไปอ้างเกินจริง โดยเฉพาะการอ้างอิงจากการวิเคราะห์อภิมานขององค์กรโครเคน (The Cochrane Collaboration)
ข้อมูลเชิงลึกชี้ว่า สำหรับผู้ที่เลิกบุหรี่ได้ 1 คน จะมีผู้ที่ใช้บุหรี่ธรรมดาและบุหรี่ไฟฟ้าควบคู่กันระหว่าง 1.9–3.7 คน ส่งผลให้การใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพื่อเลิกบุหรี่ก่อให้เกิดความเสี่ยงสุทธิเพิ่มขึ้น ไม่ใช่ลดลง นั่นหมายถึง การใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นเครื่องมือเลิกบุหรี่นั้นไม่ได้ “ลดอันตราย” แต่กลับ “เพิ่มอันตราย” แทน

สรุปแล้ว สำหรับโรคหลายชนิด บุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายพอๆ กับการสูบบุหรี่ การใช้ทั้งบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าร่วมกันยิ่งอันตรายกว่าและผลสุทธิของการมีบุหรี่ไฟฟ้าในตลาดคือทำให้คนยังคงสูบบุหรี่ต่อไปและเพิ่มการใช้ร่วม ซึ่งจริง ๆ แล้วก็เป็นเหตุผลที่อุตสาหกรรมบุหรี่พัฒนามัน (บุหรี่ไฟฟ้า) ขึ้นมาตั้งแต่แรก ดังนั้น การมีบุหรี่ไฟฟ้าในคลาด “เพิ่ม” ไม่ใช่ “ลด” อันตรายต่อผู้ใหญ่ และนี่คือเหตุผลว่าทำไมการตัดสินใจ ของผู้กำหนดนโยบาย หน่วยงานสาธารณสุข หรือแพทย์ ควรอิงกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ครบถ้วนในปัจจุบัน
รายงานของสมาคมกุมารแพทย์นานาชาติที่เผยแพร่ในเดือนตุลาคม ค.ศ.2025 ยืนยันว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่ใช่
กลยุทธ์ลดอันตรายที่มีประสิทธิผลสำหรับผู้ใหญ่ และยังก่อให้เกิดความเสี่ยงร้ายแรงต่อเยาวชนที่ไม่เคยได้รับนิโคตินมาก่อน
ดังนั้น ผู้กำหนดนโยบายควรยึดหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ครบถ้วนในปัจจุบัน และไม่มีเหตุผลใดที่จะยอมรับหรือผนวกบุหรี่ไฟฟ้าเป็นมาตรการช่วยเลิกบุหรี่ในกฎหมาย ระเบียบ นโยบาย หรือแม้แต่ในแนวทางของอนุสัญญาควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก

ดังนั้น ผลลัพธ์สำหรับผู้กำหนดนโยบายคือ – เนื่องจากบุหรี่ไฟฟ้าไม่ใช่กลยุทธ์ลดอันตรายที่มีประสิทธิภาพแม้แต่ในผู้ใหญ่ จึงไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะต้องให้การยอมรับหรือผนวกบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อการเลิกบุหรี่ไว้ในกฎหมายระเบียบ หรือแบวทางใดๆ รวมถึงแนวทางของอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก

เปิดผลสำรวจสถานการณ์การสูบบุหรี่ไฟฟ้าของคนไทย พ.ศ.2567-2568 : รศ.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี บุหรี่ไฟฟ้า “เพิ่ม”ไม่ใช่ “ลด”อันตราย บุหรี่ไฟฟ้าไม่ใช่กลยุทธ์ลดอันตราย จึงไม่มีเหตุผลใด ๆ ที่จะต้องให้การยอมรับหรือผนวกบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อการเลิกบุหรี่ไว้ในกฎหมาย ระเบียบหรือผนวกบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อการเลิกบุหรี่ไว้ในกฎหมาย ระเบียบหรือแนวทางใดๆ บุหรี่ไฟฟ้าไม่ใช่เป็น Harm Reduction เพราะ

  1. ทำให้ภาพรวมของการใช้ยาสูบไม่ลดลงอัตราการบริโภคยาสูบของประชากรไทย อายุ 15 ปี ขึ้นไป ที่เพิ่มคือ จำนวนผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้า ปี 2567-2568 เพิ่มขึ้น แนวโน้มลดลงในบุหรี่มวน แต่พอมีบุหรี่ไฟฟ้าอัตราเพิ่มขึ้น ดูตามภูมิภาคจะเห็นแนวโน้มในลักษณะใกล้เคียงกันทุกภูมิภาค โดยเฉพาะ กทม. ดูตามกลุ่มอายุ กลุ่มที่มีแนวโน้มของการใช้ยาสูบคือ กลุ่มวัยรุ่น 15-34 ปี กลุ่มผู้ใหญ่ระดับไม่เพิ่มไม่ลด กลุ่มสูงอายุลดลงในต่างประเทศ
  2. คนสูบบุหรี่ไฟฟ้าส่วนใหญ่เป็นเด็กและวัยรุ่น ไม่ใช่ผู้ใหญ่สัดส่วนของคนสูบบุหรี่ไฟฟ้า อายุต่ำกว่า 30 ปี มีการเปรียบเทียบอัตราการสูบกับประเทศอังกฤษ อังกฤษห้ามสูบในเด็ก แต่มีอัตราการสูบถึง 18% ในอายุ 11-15 ปี แนวโน้มการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย การสำรวจครั้งที่ 6 กับ 7 เพิ่มขึ้นคือ กลุ่มวัยรุ่น 15-29 ปี 1.7 ล้านคน แยกตามภูมิภาค
  3. บุหรี่ไฟฟ้า ทำให้ ผู้หญิงเข้ามาสูบบุหรี่เพิ่มขึ้นกลุ่ม 10-14 ปี ผู้หญิงสูบบุหรี่ไฟฟ้า ถ้าเทียบกับบุหรี่ธรรมดา LGBTQ สูบบุหรี่ไฟฟ้าเยอะเกือบเท่าตัว
  4. บุหรี่ไฟฟ้าทำให้นักสูบหน้าใหม่เพิ่มขึ้น 1 ใน 3 คนสูบบุหรี่ไฟฟ้าในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา เด็ก 77% เพิ่งเริ่มสูบในช่วงปีที่ผ่านมา ยากตามภูมิภาค กทม. สูบ 71% เริ่มสูบปีที่แล้ว จำนวน “นักสูบหน้าใหม่” อายุ 10 ปี ที่เริ่มปี 67-68 ผู้หญิง กับผู้ชาย เข้ามาสูบ toy pod เริ่มระบาดในปี 66 จำนวนนักสูบหน้าใหม่สูบบุหรี่ไฟฟ้าสูงกว่าบุหรี่ธรรมดา 2-3 เท่า ประมาณ 8 แสน แบ่งเป็นกลุ่มอายุ ผู้ชาย 20% ผู้หญิง 80% (ไม่เคยสูบ) 44% ของคนสูบบุหรี่สูบทั้ง 2 อย่าง ผู้ชาย 5 ใน 10 ผู้หญิง 2 ใน 10
  5. อายุเฉลี่ยที่เริ่มสูบบุหรี่ไฟฟ้าครั้งแรกคือ 10-14 ปี 11.9% เหตุผลที่สูบส่วนใหญ่คือ สูบเพราะเพื่อนสูบ สูงถึง 70% กลิ่นหอม รองลงมา สูบสูงถึง 98% เพราะมีกลิ่นและรสชาติ แหล่งที่มาคือ ได้จากเพื่อนและช่องทางออนไลน์ สูบบุหรี่ไฟฟ้า สูบบ่อย สูบทุกวันสูงถึง 40%
  6. ปัจจัยสัมพันธ์เรื่องบุหรี่ฟ้า ดื่มสุราก็สูบบุหรี่มากกว่า ใช้กัญชากับไม่ได้ใช้กัญชา ซึมเศร้ากับไม่มีภาวะซึมเศร้า ในทุกกลุ่มอายุ คนที่ใช้ social ในกลุ่มเด็ก 10-19 ปี เคยใช้มากกว่าที่ไม่เคยใช้ มีบุหรี่ไฟฟ้าอยู่ใกล้บ้านก็มีแนวโน้มสูบมากกว่า เปรียบเทียบ ในวัยรุ่น
  7. ประเทศที่ห้ามบุหรี่ไฟฟ้ากับอัตราการสูบในเยาวชนอังกฤษ กับ ไทย ไทยต่ำกว่า นิวซีแลนด์ ก็สูงกว่าไทย (สรุปประเทศไทยยังต่ำกว่า) แนวโน้มจำนวนคนสูบบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย ช่วงที่รัฐบาลเอาจริง มีนาคม เมษายน 2568 กลุ่มเด็กอัตราต่างกัน หากทำอย่างต่อเนื่องจะมีผลที่ดี

เสวนา ทิศทางนโยบายจัดการบุหรี่ไฟฟ้าของประเทศไทย : ประเทศไทยจะเดินอย่างไรต่อ?”

  1. ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ : ทิศทางนโยบายบุหรี่ไฟฟ้าของประเทศไทย? เรื่องการบังคับใช้กฎหมาย แม้ว่ากฎหมายเราห้าม จะเห็นได้ว่าในช่วงก่อนมีนาคม 2568 ที่ผ่านมามีการขายบุหรี่ไฟฟ้าเกลื่อนเมือง ไม่ได้มีการปราบปรามอย่างจริงจัง เป็นเหตุให้ระบาดเยอะ เรื่องความรู้ กลุ่มวัยรุ่นยังไม่เชื่อว่าบุหรี่ไฟฟ้าอันตรายกว่าบุหรี่ธรรมดา การโฆษณาอุตสาหกรรมยาสูบทำการตลาดเข้มแข็ง ปี 2563 – 2564 ตัวนิโคตินบุหรี่ไฟฟ้าเปลี่ยนมาเป็นนิโคตินสังเคราะห์ ทำให้ขึ้นสมองเร็วทำให้ผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้ายิ่งติดใจนี้คือสาเหตุ และนักการเมืองมีส่วนสำคัญในการล้อบบี้เพื่อจะให้คงกฎหมายห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย (ซึ่งมี 3 พรรค ที่อยากให้คงไว้) ทำให้เกิดความสับสนในสังคม และแจ้งว่าเป็นสิทธิของผู้สูบ หลายองค์ประกอบรวมกันทำให้เกิดการระบาดอย่างรุนแรง
    คำถาม การที่คนสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่ม แสดงว่าการแบนบุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ผล
    ตอบ ถ้าเลิกแบนจะยิ่งแย่กว่านี้ เพราะคนที่เสนอเหตุผลนี้คือ คนที่สูบบุหรี่ไฟฟ้า เนื่องจากไม่ได้มีองค์ความรู้และทราบถึงข้อมูล เช่น “นักการเมือง ชัยวุฒิ ชี้ แบนบุหรี่ไฟฟ้า เอี่ยวธุรกิจสีเทา ผู้มีอิทธิพล” “วอนรัฐบาลปราบปรามจริงจัง-ปรับปรุงกฎหมาย” ดร.เอเดรียนา บลังโค มาร์คิโซ่ หัวหน้าสำนักเลขาธิการ WHO ตอบคำถามนักข่าวหลังการประเมินความจำเป็นในการควบคุมยาสูบประเทศไทย วันที่ 16 มิถุนายน 2566 ซึ่งข้ออ้าง การเปิดให้บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย จะได้ควบคุมได้ “อยากให้มองถึงศักยภาพของประเทศด้วยว่า จะสามารถควบคุมได้หรือไม่ เพราะแม้จะห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้า ก็ยังมีความยากในการควบคุมสิ่งผิดกฎหมาย แต่หากเปิดให้ถูกกฎหมาย การควบคุมจะยิ่งยากขึ้น จึงต้องมองศักยภาพของประเทศไทยว่า ทำได้หรือไม่”
  2. ศ.พญ.สุวรรณา เรืองกาญจนเศรษฐ์ ประธานคณะกรรมการนโยบายสาธารณะประเด็นบุหรี่ไฟฟ้า (สช.)ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับสำนักงานสุขภาพแห่งชาติ โดยดำเนินงานตาม 5 มาตรการของ คสช. ซึ่งบุหรี่ไฟฟ้า คือ หายนะของเด็กและเยาวชนไทย เพื่อดำเนินการปกป้องเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้า สาระสำคัญในการป้องกันยุคใหม่ 4P Strategy
  3. นายอำนาจ สายฉลาด ผู้อำนวยการสำนักการลูกเสือยุวกาชาดและกิจการนักเรียน (แทนปลัดกระทรวงศึกษาธิการ) กระทรวงศึกษาธิการ การขับเคลื่อนเพื่อแก้ไขปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษา ? รักชาติจริงต้องคิดถึงเด็กก่อน การดำเนินการด้านกิจกรรม kick-off การป้องกันบุหรี่ไฟฟ้า ทำหนังสือแจ้งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขต สื่อสารผ่านกิจกรรมและช่องทางต่างๆ กลุ่มไลน์ผู้ปกครอง เว็บไซต์โรงเรียน เพื่อให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการกำกับดูแลและป้องกันมิให้นักเรียนเข้าไปเกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้า และมีการสั่งให้จัดทำป้าย “เขตปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า” เพื่อเป็นเครื่องมือได้เสนอผ่านรัฐมนตรี 4 ข้อ คือ
    • ด้านนโยบายและบังคับใช้กฎหมาย ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า คำสั่งกระทรวงศึกษาธิการ ที่ สป.166/2568 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนงานและประกาศมาตรการการแพร่ระบาดควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า การประกาศเจตนารมณ์ การกำหนดพื้นที่ปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า การบังคับใช้กฎระเบียบ ความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก
    • ด้านการสร้างตระหนักถึงพิษภัยและให้ความรู้ ให้บุคลากรทางการศึกษา ผู้ปกครอง เขตพื้นที่ มีการแจ้งไปกับ สพฐ. อาชีวะ สกร. สช. เอกชน
    • การเฝ้าระวังและการดูแลให้ผู้บังคับบัญชา สอดส่องดูแลบุคลากร การจำกัดเขตพื้นที่ของบุหรี่ไฟฟ้า มีการทำบาร์โค้ดแสกน มี red box ให้ พสน. มี 34,945 คน อบรม เพื่อเชิญชวนครู บุคลากรที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการเชิงรุก และดำเนินงานตามกฎกระทรวง 9 ข้อ ตาม พรบ. คุ้มครองเด็ก เพื่อกำหนดระเบียบความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษาได้ เพื่อเป็นเครื่องมือ ให้รัฐมนตรีเห็นชอบ โดยการดำเนินงานร่วมกับ ศูนย์ความปลอดภัย สพฐ. ดร.ชนะ สุ่มมาตย์ สามารถแจ้งเหตุกับทาง พสน. มีอำนาจในการดูแลส่งเสริมสถานศึกษากับความประพฤตินักเรียนบูรณาการร่วมกันกับสถานศึกษา แผนและมาตรการขับเคลื่อนเกี่ยวกับการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้ากระทรวงศึกษา 4 ข้อ
    • ด้านการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย และได้จัดสรรงบประมาณไปให้ดำเนินงานผ่าน obec channel ร่วมกับกรมควบคุมโรค พัฒนาแกนนำ GenZ มีการมอบหมายเขตพื้นที่จัดค่ายและขยายผลต่อไป
  4. พญ.ดวงพร ปิณจีเสคิกุล ผู้อำนวยการสำนักอนามัย กทม. แทนผู้ว่าฯ กทม. (แทนผู้ว่า กทม.) ทำงานเรื่องการควบคุมยาสูบและยาเสพติด ซึ่งมีข้อมูลในพื้นที่ กทม. ดีขึ้น แต่สิ่งที่น่ากังวลใจคือ กรุงเทพฯ เองให้ความสำคัญเรื่องบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า “คนกรุงเทพไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้า” ลานคนเมือง กทม. มีมาตรการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า มีลงนามประกาศ 2 ฉบับ
    1. การเฝ้าระวังและแก้ไขปัญหายาเสพติด กัญชา กัญชง กระท่อม บุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า
    2. แนวทางปฏิบัติเพื่อการป้องกันและควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าน้ำยาหรืออุปกรณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องใน รร. สังกัด กทม.
    3. มาตรการป้องกัน สร้างการมีส่วนร่วม กำหนดนโยบาย โรงเรียนปลอดบุหรี่ จัดสภาพแวดล้อมสอดแทรกองค์ความรู้ในโรงเรียน และประชาสัมพันธ์ต่อเนื่อง
      • มาตการปราบปราม ดึงศุลกากร มาร่วม ตรวจตราร้านขายบุหรี่ไฟฟ้ารอบบริเวณ รร. การบูรณาการบังคับใช้กฎหมายร่วมกับ สคบ. และกองงานคณะกรรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ เพื่อตรวจตราในพื้นที่ต่อเนื่อง เป็นระยะ ๆ List Map (อ.ทวิดา) เรื่องสารเสพติดเพื่อ Map ร้านค้าขายบุหรี่ไฟฟ้าในพื้นที่ จะทำให้เห็นแหล่งข้อมูลเพื่อตรวจตราและมอบหมายให้หน่วยงานต่าง ๆ
      • มาตรการบำบัดรักษา แก้ปัญหาผู้ที่สูบไปแล้ว แต่บูรณาการป้องกันด้วย การช่วยเลิกสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า โดยมีระบบบริการบำบัดรักษาในสถานพยาบาล 50 ศูนย์บริการสาธารณสุข และ อาสาสมัครกรุงเทพมหานคร (อสส.) การเยี่ยมเยียนผู้ป่วยติดตามผลการรักษาต่อเนื่อง
      • มาตรการบริหารจัดการ ติดตามวางแผนร่วมกับภาคีเพื่อความต่อเนื่อง มีการนำ AI เข้ามาจับผู้ขายบุหรี่ไฟฟ้าช่องทางออนไลน์ การจัดสภาพแวดล้อมในโรงเรียน
        เมื่อวันที่ 5 มีนาคม ได้เห็นชอบ เน้น 4 เรื่องดังกล่าว ซึ่งความท้าทาย กทม เน้นเด็กและเยาวชน เรื่องนักสูบหน้าใหม่ และพื้นที่ กทม มีความหนาแน่นของประชากร มีความซับซ้อน ยากต่อการเฝ้าระวังหรือการตรวจสอบได้อย่างทั่วถึง ก้าวต่อไป คือ เสริมสร้างภูมิ ปรับสื่อให้โดนใช้มี key massage กับเด็กและเยาวชนในพื้นที่ กทม. สร้างวัฒนธรรมกับครอบครัวเพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีและมีส่วนร่วม การควบคุมพื้นที่สาธารณะอย่างจริงจังเป็นเขตปลอดบุหรี่ โดยประสานความร่วมมือ การขอความร่วมมือจากประชาชนแจ้งการขายบุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมาย
  5. เลิศศักดิ์ รักธรรม สำนักงานคณะกรรมคุ้มครองผู้บริโภค การปราบปรามเป็นสิ่งสำคัญ ปัจจุบันยังทำได้ไม่เต็มที่ เกิดจากอะไร ควรปรับปรุงแก้ไขส่วนไหน ?
    เครือข่ายการต่อต้านบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่ง สคบ. เป็นหน่วยแรกทีดำเนินงาน ร่วมกับกรมควบคุมโรคดำเนินงานตั้งแต่ปี 2558 กับหน่วยงานสาธารณสุข ลงพื้นที่หน้างานเรื่อยมา กฎหมายปัจจุบันมีอุปสรรคในการบังคับใช้ อยากจะแก้กฎหมายไหม ? กฎหมายห้าม กระทรวงพาณิชย์ เป็นสิ่งของต้องห้ามนำเข้า ซึ่งหากรัฐบาลเอาจริงใช้มาตรการรูปแบบตรวจจับการขายบุหรี่ไฟฟ้าก็จะเห็นผลอย่างชัดเจน ดังนั้นให้คงกฎหมายห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย ถ้าวันนึงปล่อยให้เด็กลักลอบสูบบุหรี่ไฟฟ้าจะเป็นการเพิ่มภาระทางการแพทย์ในการักษาบำบัดการเลิกบุหรี่
  6. คุณจิระวัฒน์ อยู่สะบาย รองผู้อำนวยการ กองงงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ กฎหมายควบคุมเพียงพอหรือไม่ ถ้ากฎหมายพอ จะมีวิธีการอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ และหากเพียงพอจะดำเนินทิศทางอย่างไรต่อ ในฐานะกระทรวบสาธารณสุข สิ่งที่ดำเนินงานมาเท่าที่มีอยู่เพียงพอ แต่จะเพิ่มประสิทธิภาพ ให้กระทรวงสาธารณสุข พรบ. ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ ปี 60 เพื่อการควบคุมบุหรี่ เพื่อให้เหมาะกับการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งการแบนบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเด็ดขาดเป็นมาตรการที่ต้องผลักดันในการแก้ พรบ. ให้เท่าทันการปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า โดยการดำเนินงานเพื่อการควบคุมยาสูบ กระทรวงสาธารณสุข มีเป้าหมายสูงสุด คือ การออกนโยบายประเทศไทยอัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าต้องเป็นศูนย์ Zero E-Cig

การดำเนินงานของกระทรวงสาธารณสุขที่สำคัญ คือ

  1. การสร้างความรู้เชิงรุก “เปิดโปงบุหรี่ไฟฟ้า” มุ่งสื่อสารความจริง โดยสร้างความรู้แบบปูพรมเชิงรุก เพื่อเปิดโปงความจริงเบื้องหลังบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเจาะลึก เพื่อตีแผ่ “โทษ พิษภัย และคำหลอกลวง” ที่แฝงมา โดยใช้กลยุทธ์และเครื่องมือ 1) สื่ออินโฟกราฟิก ที่เข้าใจง่าย สรุปโทษต่อ ปอด สมอง หัวใจ และสารเคมีอันตราย 2) คลิปวิดีโอสั้น “Fact Check บุหรี่ไฟฟ้า” Debunk ความเชื่อผิดๆ (เช่น ปลอดภัยกว่า ช่วยเลิกได้ ด้วยข้อมูลผู้เชี่ยวชาญ) 3) แคมเปญ “คำหลอกลวงที่ต้องรู้” เผยแพร่ข้อความชักจูงของกลุ่มผู้ค้าพร้อมคำอธิบายหักล้าง 4) พอดแคสต์ “เสียงจากผู้ได้รับผลกระทบ” สร้างความตระหนักรู้จากประสบการณ์จริงของผู้ใช้และครอบครัว
  2. การเฝ้าระวังแหล่งค้า แหล่งขาย “แสกนแหล่งค้า แจ้งเบาะแสแหล่งขาย” กระตุ้นการมีส่วนร่วม โดยประชาชนเป็นส่วนหนึ่งในการเฝ้าระวังและแจ้งเบาะแสแหล่งค้าแหล่งขาย เพื่อสร้างเครือข่ายภาคประชาชนะ (อาทิ อสม.) ในการเป็นหูเป็นตาเพื่อร่วมกันแสกนและกำจัดแหล่งค้าบุหรี่ไฟฟ้าให้หมดไป โดยใช้กลยุทธ์และเครื่องมือ 1) แพลตฟอร์มแจ้งเบาะแส ที่ใช้งานง่าย พัฒนาช่องทางที่สะดวก แอปพลิเคชัน “ทางรัฐ/เว็บไซต์/โซเชียลมีเดีย” พร้อมรับประกันการปกปิดข้อมูลผู้แจ้ง 2) แคมเปญ “นักแสกนบุหรี่ไฟฟ้า” มอบรางวัล/ประกาศเกียรติคุณสำหรับผู้ให้เบาะแสที่มีประโยชน์ในการปราบปราม 3) สื่อประชาสัมพันธ์ “แสกนอย่างไร” คำแนะนำในการสังเกต แหล่งค้า/ร้านค้าออนไลน์ที่น่าสงสัย/กลุ่มผู้ค้าตามแหล่งชุมชน 4) จัด “Walk Rally แสกนแหล่งค้า” กิจกรรมนำร่องในพื้นที่ เพื่อสร้างกระแสการสังเกตและสร้างความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ สสจ.และ สธ.ในพื้นที่
This website uses cookies to improve your web experience. | เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อปรับปรุงประสบการณ์การใช้งานเว็บของคุณ
0%