Skip links

ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ

บทสรุปผู้บริหาร(Executive Summary)

การบริโภคยาสูบถือเป็นมหันตภัยสำคัญที่คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกมาอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากองค์การ
อนามัยโลกเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2566 พบว่า ในแต่ละปีทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากการบริโภคยาสูบมากกว่า 8
ล้านคน ในขณะเดียวกันมีผู้ไม่สูบบุหรี่ประมาณ 1.3 ล้านคนต้องเสียชีวิตเนื่องมาจากสัมผัสกับควันบุหรี่มือสอง
ซึ่งกว่าร้อยละ 80 ของผู้ใช้ยาสูบ (1.3 พันล้านคนทั่วโลก) อาศัยอยู่ในประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง และ
จากข้อมูลองค์การสหประชาชาติร่วมกับองค์การอนามัยโลกและกระทรวงสาธารณสุขประเทศไทยในปี 2564
พบว่แต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากบุหรี่กว่า 80,000 คน (ร้อยละ 18 ของการเสียชีวิตทั้งหมด) ในจำนวนนี้เสียชีวิต
จากบุหรี่มือสองกว่า 6,000 คน คิดเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจเฉลี่ย 352,000 ล้านบาทต่อปี หรือร้อยละ
2.1 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ยิ่งไปกว่านั้นการสูบบุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดการ
สูญเสียปีสุขภาวะเป็นอันดับ 1 จาก 74 ปัจจัยเสี่ยงที่ศึกษาในปี 2562 โดยมีการสูญเสียปีสุขภาวะเท่ากับ
2,817,347 ปี คิดเป็นร้อยละ 14.6 ของการสูญเสียทั้งหมด ซึ่งเป็นเพศชายสูงกว่าเพศหญิง 29 เท่า แต่อย่างไร
ก็ตามองค์การสหประชาชาติให้คำแนะนำว่า การลงทุนในการควบคุมการบริโภคยาสูบอย่างมีประสิทธภาพ
จะต้องใช้เงินลงทุนเฉลี่ย 2,500 ล้านบาทต่อปี ภายในระยะเวลา 15 ปี ทั้งนี้ เพื่อลดจำนวนคนเสียชีวิตจากการ
สูบบุหรี่และคนป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังลง 35,790 คน และ 169,117 คน ตามลำดับ

จากการติดตามสถานการณ์การบริโภคยาสูบของประชากรไทย โดยการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติล่าสุดเมื่อปี 2564 พบว่าประชากรไทยที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไปทั้งสิ้น 57 ล้านคน มีการสูบบุหรี่ 9.9 ล้านคน (ร้อยละ 17.4) ซึ่งมีแนวโน้มที่ลดลงในภาพรวม และจากการติดตามสถานการณ์ในระยะ 30 ปีตั้งแต่ พ.ศ.2534-2564 พบว่าเพศชายมีอัตราการสูบบุหรี่มากกว่าเพศหญิง 26 เท่า โดยเพศชายมีอัตราการสูบบุหรี่ลดลงต่อปีร้อยละ 1.40 และเพศหญิงมีอัตราการสูบบุหรี่ลดลงต่อปี ร้อยละ 2.50 แต่กลับพบว่าอัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้า 78,742 คน (ร้อยละ 0.14)

ในจำนวนนี้พบว่าเยาวชนอายุ 15-24 ปี มีสัดส่วนการสูบบุหรี่ไฟฟ้ามากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 30.5 สอดคล้องกับผลสำรวจสุขภาวะสุขภาพนักเรียนในประเทศไทย (พ.ศ. 2564) ของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 อายุระหว่าง 13-17 ปี มีการใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 14.1 (พ.ศ. 2558) เป็นร้อยละ 14.7 และสูบบุหรี่ไฟฟ้าร้อยละ 13.6 โดยนักเรียนชาย สูบบุหรี่ไฟฟ้ามากกว่านักเรียนหญิง ร้อยละ 18.7 และ 8.9 ตามลำดับ ถึงแม้ว่าบุหรี่ไฟฟ้าจะเป็นสินค้าต้องห้ามตามกฎหมายห้ามนำเข้าและห้ามจำหน่ายก็ตาม แต่สถานการณ์ในปัจจุบันยังพบว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีจำหน่ายในแพลตฟอร์มออนไลน์มีประมาณเพิ่มมากขึ้นและกระจายอย่างรวดเร็วในทุกแพลตฟอร์มและกลยุทธ์ทางการตลาดของบุหรี่ไฟฟ้าก็มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น รวมถึงผลิตภัณฑ์มีการเปลี่ยแปลงเร็ว สวยงามมากขึ้น และราคาถูกลง โดยเปลี่ยนแปลงจากผลิตภัณฑ์เหมือนบุหรี่มวน (Ciga-like) เป็นบุหรี่ไฟฟ้ารูปลักษณ์เป็นตุ๊กตาของเล่น (Toy Pod) กล่องขนม/เครื่องดื่ม ที่มีขนาดเล็ก กลิ่นหอม ควันบาง มีระดับ Salt nic ร้อยละ 3-5 ราคาถูก และหาซื้อได้ง่าย ซึ่งการทำการตลาดในลักษณะนี้จะให้นิยามว่าเป็นการตลาดแบบ Predatory marketing หรือ การตลาดล่าเหยื่อ (เด็ก)

จากข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ทางการตลาดของอุตสาหกรรมยาสูบที่มุ่งเป้าไปที่กลุ่มเด็กเยาวชน ตามความเชื่อที่ว่าเยาวชนเริ่มสูบบุหรี่เร็วเท่าไหร่ โอกาสที่จะคิดและพัฒนาเป็นนักสูบหน้าใหม่ก็ยิ่งเร็วมากขึ้นเท่านั้น นอกจากนี้อุตสาหกรรมยาสูบยังอาศัยหลักพฤติกรรมศาสตร์ จิตวิทยา และเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือในการผลิตโฆษณา การประชาสัมพันธ์ และการจ าหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าที่ตอบสนองต่อการใช้ชีวิตของเยาวชนในปัจจุบัน เช่น การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นสวยงาม กะทัดรัด พกพาง่าย การทำการตลาดออนไลน์ การส่งเสริมการขายและการให้สินค้าทดลองเพื่อดึงดูดความสนใจของเยาวชน กระตุ้นให้เกิดความอยากรู้อยากลองและเข้าถึงผลิตภัณฑ์ได้ง่าย รวมถึงการให้ข้อมูลที่บิดเบือนถึงผลกระทบต่อสุขภาพ เป็นต้น ดังนั้นบุหรี่ไฟฟ้าจึงถือเป็นสินค้าที่เป็นกระแสนิยมและมีความต้องการเพิ่มมากขึ้น ซึ่งช่องทางการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าโดยส่วนใหญ่จะอยู่ในแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นสำคัญ จึงต้องควรหาแนวทางการกำหนดมาตรการในการก ากับและป้องกันการขายบุหรี่ไฟฟ้าออนไลน์เพื่อลดการเข้าถึงทั้งผู้สูบรายใหม่และรายเก่าและจะต้องมีการศึกษาเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์บุหรี่ไฟฟ้าในทุกแพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่องเพิ่อให้รู้เท่าทันต่อกลไกการตลาดของผู้ขาย รวมถึงการพัฒนาแนวทางการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ

ดังนั้นเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการควบคุมการบริโภคยาสูบ การพัฒนาระบบวิจัย การพัฒนาศักยภาพและจัดการความรู้นักวิจัย/นักวิชาการด้านการควบคุมยาสูบให้สามารถสร้างองค์ความรู้นำไปสู่การใช้ประโยชน์ในเชิงนโยบายทั้งในระดับส่วนกลางและท้องถิ่น ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) มีพันธกิจในการขับเคลื่อนร่วมกับภาคีเครือข่ายอื่นๆ ด้านงานวิจัยวิชาการและจัดการความรู้เพื่อนำไปสู่ เป้าหมายดังกล่าวในอนาคต โดยแผนงานวิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ ระยะที่ 7 (พ.ศ.2567 – 2569) ประกอบด้วยวิสัยทัศน์ พันธกิจ และวัตถุประสงค์ต่อเนื่องจาก ศจย. ระยะที่ 6 ดังนี้

วิสัยทัศน์ (Vision)

เป็นผู้นำด้านจัดการและสร้างองค์ความรู้เชิงประจักษ์เพื่อการควบคุมยาสูบของประเทศไทย รวมทั้งสร้างภาคีเครือข่ายการดำเนินงานด้านวิชาการทั้งในระดับชาติและนานาชาติ

พันธกิจ (Mission)

ส่งเสริมความเข้มแข็งด้านการวิจัย พัฒนาองค์ความรู้และข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการกำาหนดนโยบายของประเทศและนำไปสู่การปฏิบัติ เสริมสร้างความร่วมมือกับภาคี เครือข่ายทางวิชาการเพื่อให้เกิดการพัฒนาผลงานในระดับชาติและนานาชาติ สร้างความตระหนักรู้และการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ ในการจัดการความรู้ เพื่อนำไปสู่การควบคุมการบริโภคยาสูบอย่างยั่งยืน

วัตถุประสงค์ (Objectives)

1) เพื่อส่งเสริมระบบบริหารจัดการความรู้และระบบสนับสนุนงานวิจัย บูรณาการแผนงานและประสานงานกับหน่วยงานวิจัยอื่น
2) พัฒนาระบบฐานข้อมูลงานวิจัย องค์ความรู้ และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการบริโภคยาสูบ (Big data)
3) การพัฒนาระบบเฝ้าระวัง ควบคุมกำกับและติดตามการประเมินการควบคุมยาสูบในทุกระดับ
4) สังเคราะห์งานวิชาการและเชื่อมโยงความรู้ด้านการควบคุมการบริโภคยาสูบ เพื่อผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบาย (Policy Advocacy)
5) สร้างและพัฒนาเครือข่ายนักวิชาการด้านการควบคุมยาสูบ (Knowledge generator) เชื่อมต่อกับผู้ใช้ข้อมูลความรู้ (Knowledge user)

แผนงานที่ 1 : สนับสนุนทุนวิจัยและการบริหารจัดการงานวิจัยและสร้างนักวิจัยใหม่

พัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการวิจัยและธำรงไว้ซึ่งคุณธรรมจริยธรรมทางการวิจัย ในการพัฒนาสร้างองค์ความรู้และประเมินผลนโยบายสำคัญในการควบคุมการบริโภคยาสูบ โดยให้ความสำคัญกับสภาพการณ์ในปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคตที่มีนัยสำคัญต่อประเทศชาติและประชาคม เพื่อส่งเสริมระบบบริหารจัดการความรู้และระบบสนับสนุนงานวิจัย บูรณาการแผนงานและประสานงานกับหน่วยงานวิจัยอื่น (ตอบวัตถุประสงค์ที่ 1)

แผนงานที่ 2 : พัฒนาระบบข้อมูลงานวิจัยและองค์ความรู้

รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการบริโภคยาสูบเป็น Big data และเพิ่มพูนการใช้ประโยชน์ของระบบสารสนเทศ ในการเข้าถึงข้อมูลและส่งเสริมช่องทางการสื่อสารความรู้ผ่านสื่อ (Media advocacy) อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งพัฒนาระบบเฝ้าระวังควบคุมกำกับและติดตามประเมินผลการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ไปใช้อย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งสอดคล้องกับสถานการณ์และบริบทท้องถิ่น พัฒนาระบบฐานข้อมูลงานวิจัย องค์ความรู้ และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการบริโภค ยาสูบ (Big data) การพัฒนาระบบเฝ้าระวัง ควบคุมกำกับและติดตามการประเมินการ ควบคุมยาสูบในทุกระดับ (ตอบวัตถุประสงค์ที่ 2 และ 3)

แผนงานที่ 3 : เฝ้าระวังและวิเคราะห์สถานการณ์เพื่อสังเคราะห์องค์ความรู้ด้านการควบคุมการ บริโภคยาสูบ

ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการนำไปใช้เพื่อเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายสาธารณะ (Policy advocacy) ในการพัฒนาทิศทางการควบคุมการบริโภคยาสูบอย่างเป็นระบบและครอบคลุมในทุกมิติ (ตอบวัตถุประสงค์ที่ 4)

แผนงานที่ 4 : สนับสนุนการพัฒนาความเข้มแข็งทางวิชาการและความร่วมมือของเครือข่ายงานวิจัย

ด้านการควบคุมการบริโภคยาสูบทั้งระดับภูมิภาคและนานาชาติ ตลอดจนหน่วยงานสากลตามการสังเคราะห์งานวิชาการและเชื่อมโยงความรู้ด้านการควบคุมการบริโภคยาสูบ เพื่อผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบาย (Policy Advocacy) รอบอนุสัญญาขององค์การอนามัยโลกว่าด้วยการควบคุมยาสูบ (ตอบวัตถุประสงค์ที่ 5)

แผนงานที่ 5 : สนับสนุนให้มีการสื่อสารองค์ความรู้และผลงานวิจัยด้านการควบคุมการบริโภคยาสูบ

ไปยังประชาชนและบุคคลที่เกี่ยวข้องในทุกภาคส่วนเพื่อให้เกิดความตระหนักและมีองค์ความรู้ในการร่วมกันควบคุมการบริโภคยาสูบอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างและพัฒนาเครือข่ายนักวิชาการด้านการควบคุมยาสูบ (Knowledge generator) เชื่อมต่อกับผู้ใช้ข้อมูลความรู้ (Knowledge user) (ตอบวัตถุประสงค์ที่ 5)

วิเคราะห์ จุดอ่อนจุดแข็ง การดำเนินงานของ ศจย. ระยะที่ 7

จุดแข็ง (Strengths)
  1. การดำเนินการอยู่ภายใต้สถาบันการศึกษา ซึ่ง เป็นที่ยอมรับทั้งในระดับประเทศ และนานาชาติ
  2. เป็นองค์กรวิชาการที่มีอิสระในการทำงานและ เน้นวิจัยระดับนโยบายอ้างอิงจากหลักฐานทาง วิชาการ รวมทั้งจัดการความรู้ โดยนำงานวิจัยสู่ การสื่อสารสาธารณะและผลักดันนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม
  3. มีเครือข่ายนักวิจัยด้านการควบคุมยาสูบทั้งใน ประเทศและต่างประเทศมีจำนวนเพิ่มขึ้นและมี ความเข้มแข็ง
  4. มีความร่วมมือที่ดีขึ้นกับหน่วยงานภาครัฐและ เอกชนในการควบคุมยาสูบ พร้อมทั้งร่วม สนับสนุนกลไกเชิงโครงสร้างของการควบคุม ยาสูบระดับชาติและจังหวัด 

โอกาส (Opportunities)

  1. มีตัวชี้วัดและเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ขององค์การสหประชาชาติ
  2. มีกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบของ องค์การอนามัยโลก
  3. มีพระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 มีผลบังคับใช้และแผนปฏิบัติการควบคุม ยาสูบแห่งชาติฉบับที่สาม
  4. มีมาตรการที่ห้ามนำเข้า ขาย บริการบุหรี่ไฟฟ้า อย่างบูรณาการ
จุดอ่อน (Weaknesses)
  1. ช่องทาง/พื้นที่ในการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เพื่อควบคุมยาสูบยังไม่เพียงพอ รวมถึงการสื่อสารที่ เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายโดยเฉพาะเด็กเยาวชนผ่าน แพลตฟอร์มการสื่อสารออนไลน์ เพื่อเพิ่มการ เข้าถึงข้อมูลข่าวสารของเด็กเยาวชน
  2. การเข้าถึงและเชื่อมโยงเครือข่ายกลุ่มเป้าหมาย เยาวชน ได้แก่ เครือข่ายครูและผู้ปกครอง เครือข่ายเยาวชนและเครือข่ายครอบครัว เพื่อร่วมขับเคลื่อนและสร้างความตระหนักรู้ถึงภัยบุหรี่ ไฟฟ้าในกลุ่มเยาวชน
  3. ประชาชนและเด็กเยาวชนยังมีความรู้ความเข้าใจ ที่ไม่ถูกต้องในเรื่องพิษภัยบุหรี่ไฟฟ้า
  4. กลไก/ระบบบริการเลิกบุหรี่ยังไม่เข้มแข็งทั้งในเชิงรับและเชิงรุก

อุปสรรค (Threats)

  1. การคุกคามอย่างรุนแรงของอุตสาหกรรมยาสูบ
  2. กลยุทธ์ทางการตลาดของผลิตภัณฑ์ยาสูบรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแพลตฟอร์มออนไลน์
  3. ช่องว่างของกลไกทางราคาของบุหรี่เสียภาษีกับหนีภาษีและผลิตภัณฑ์ยาสูบรูปแบบใหม่
  4. การขาดความตระหนักและการมีส่วนร่วมในภาค ส่วนนอกสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับการควบคุม ยาสูบ
  5. นโยบายกัญชาเสรีก่อให้เกิดการระบาดของกัญชาในกลุ่มเด็กและเยาวชน ทำให้เกิดการกระจายมายังบุหรี่ไฟฟ้าด้วย
  6. ระยะเวลาในการสนับสนุนงบประมาณสั้นเกินไป ทำให้ไม่สามารถทำงานวิจัยขนาดใหญ่ และระยะยาวได้
This website uses cookies to improve your web experience. | เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อปรับปรุงประสบการณ์การใช้งานเว็บของคุณ
0%