1. การทบทวนวิเคราะห์ทิศทางการวิจัยเพื่อการควบคุมยาสูบในประเทศไทย พ.ศ.2519 – 2549
2. การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตบุหรี่ซิกาแรตเพื่อการควบคุมการสูบบุหรี่ซิกาแรต
3. การสำรวจนโยบายควบคุมการบริโภคยาสูบ
4. การสำรวจวิชาชีพสุขภาพ (Global Health Professional Survey: GHPS)
5. โปรแกรมจำลองเพื่อประเมินนโยบายควบคุมยาสูบของประเทศไทย (Thailand SimSmoke)
6. การศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ เรื่อง “บ้านปลอดบุหรี่ : ศึกษาในชนบท”
7. โครงการเศรษฐศาสตร์เมืองเรื่องการควบคุมบุหรี่
8. โครงการการได้รับควันบุหรี่มือสองของพนักงานและผู้มาเที่ยวในสถานบันเทิงโดยประเมินจากสารโคตินินในปัสสาวะ
9. โครงการเปรียบเทียบการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตรบุหรี่ซิกาแรต
10. โครงการสำรวจการสูบบุหรี่ของวัยผู้ใหญ่ระดับโลก (Global Adult Tobacco Survey (GATS)
11. รายงานการติดตามประเมินผลการดำเนินงานควบคุมยาสูบของประเทศไทยภายใต้กรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบ(FCTC – Shadow report)

โครงการการได้รับควันบุหรี่มือสองของพนักงานและผู้มาเที่ยวในสถานบันเทิงโดยประเมินจากสารโคตินินในปัสสาวะ
ผลการวิจัยที่มีการตรวจหาสารโคตินินในปัสสาวะ พบว่าในผู้ที่ทำงานในสถานบันเทิง มีระดับสารโคตินินตั้งแต่ 0 – 61 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร(เฉลี่ย4.0นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร)ในผู้มาเที่ยว พบตั้งแต่ 0 – 9 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร (เฉลี่ย 3.7 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร)ส่วนในกลุ่มเปรียบเทียบซึ่งไม่มีกิจกรรมแลพฤติกรรม เกี่ยวข้องกับการเที่ยวกลางคืนเลยนั้น พบค่าของสารโคตินินในปัสสาวะ เป็น 0 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร ดังนั้นจึงชี้ชัดได้ว่า วัยรุ่น นักเที่ยวกลางคืน พนักงานเสิร์ฟ บาร์เทนเดอร์ นักเต้น นักดนตรีฯลฯ ต้องสัมผัสสารพิษจากควันบุหรี่ที่เขาเองไม่ได้สูบคืนละหลายชั่วโมง ซึ่งเสี่ยงต่อโรคทางเดินหายใจและโรคหัวใจ

ผลการศึกษานี้ได้นำไปใช้นำเสนอเป็นประเด็นสาธารณะและเป็นข้อมูลให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจนำไปใช้ในการผลักดันให้เกิดนโยบายการห้ามสูบบุหรี่ในสถานบันเทิง โดยมีการนำเสนอผลการวิจัยนี้ในเวทีประชุมวิชาการแห่งชาติ และรัฐมนตรีสาธารณสุขประกาศรับในหลักการและรับที่จะประกาศบังคับใช้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2551

ติดตามรายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์ ที่นี่เร็วๆ นี้
 
 
Modify subscription