บุคลากรสุขภาพที่มีบทบาทและเป็นพลังสำคัญในการดำเนินงานป้องกันและควบคุมการบริโภคยาสูบ ในระดับรากแก้ว คือ “หมออนามัย” ดังนั้น การสำรวจข้อมูลพฤติกรรมการสูบบุหรี่และการดำเนินงานเกี่ยวกับการควบคุมยาสูบ จึงเป็นโครงการหนึ่งของการพัฒนาระบบการเฝ้าระวังการควบคุมยาสูบในกลุ่มบุคลากรสุขภาพ
กลุ่มตัวอย่างของหมออนามัยในการสำรวจมีทั้งสิ้นประมาณ 40,000 คน ผลการวิเคราะห์พบว่า พฤติกรรมการสูบบุหรี่ของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขร้อยละ 7.5 ปัจจุบันยังคงสูบบุหรี่อยู่ โดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเพศชาย ร้อยละ 18.9 ยังคงสูบบุหรี่อยู่ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่สูบบุหรี่ร้อยละ 80.3 มีความต้องการเลิกสูบ
ในการดำเนินงานเกี่ยวกับการควบคุมยาสูบของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข พบว่าส่วนใหญ่ ร้อยละ 74.30 มีประสบการณ์ในการดำเนินงานควบคุมยาสูบ โดยส่วนใหญ่ร้อยละ 61.80 ประสบความสำเร็จในการดำเนินงานระดับปานกลาง ร้อยละ 10.50 ประสบความสำเร็จ ในการดำเนินงานมาก และร้อยละ 27.7 ประสบความสำเร็จในการดำเนินงานน้อย ส่วนปัญหา และอุปสรรคในการดำเนินงานควบคุมยาสูบ พบว่ามีปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานเพียง ร้อยละ 9.5 การดำเนินงานควบคุมยาสูบของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขร้อยละ 91.90 ยังคงมีความต้องการพัฒนาศักยภาพในการควบคุมยาสูบ
การพัฒนาสมรรถนะหมออนามัย
การกระจายตัวของหมออนามัยที่อยู่อย่างครอบคลุมพื้นที่ในทุกระดับ และทุกพื้นที่ เป็นทั้งโอกาสและเป็นพลังสำคัญในการป้องกันและควบคุมการบริโภคยาสูบในชุมชน การส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพหมออนามัยให้มีความเข้มแข็งในการขับเคลื่อน ระดับชุมชนจึงเป็นแนวทางที่สำคัญ หากแต่หมออนามัยดูเหมือนจะเป็นความคาดหวังของระบบสาธารณสุข ที่จะต้องรับนโยบายทุกด้าน จึงเป็นโจทย์ให้ ศจย. กับภาคีเครือข่ายต้องขบคิดว่า การพัฒนาศักยภาพที่มุ่งหวังเสริมสร้างพลังทำอย่างไรจะไม่เป็นการสร้างภาพ ดังนั้นโครงการพัฒนาศักยภาพหมออนามัยจึงเกิดขึ้น
การพัฒนาหลักสูตรอบรมพัฒนาสมรรถนะ ศจย.ได้ทำการประสานกับภาคีเครือข่าย ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข กรมควบคุมโรค เครือข่ายวิชาชีพสุขภาพเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ สถาบันธัญญารักษ์ มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ สมาคมหมออนามัย เพื่อพัฒนาโครงร่างหลักสูตรพัฒนาสมรรถนะบุคลากรสาธารณสุขในการดำเนินงานควบคุมการบริโภคยาสูบ ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการ โครงการนี้จึงเป็นความฝันและความหวังที่ปรารถนาให้หมออนามัยช่วยในการสร้างสังคมไทยปลอดบุหรี่ให้เป็นจริงในอนาคตอันใกล้