ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) ได้หนุนเสริมมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ศูนย์สร้างสรรค์ครูมืออาชีพ และเครือข่ายครูนักรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ (คมส.) ในการวิจัยเชิงปฏิบัติการและการประเมินผลโครงการหลักสูตรโรงเรียนปลอดบุหรี่ เพื่อสร้างแนวทางการดำเนินการให้โรงเรียนปลอดบุหรี่ หลักสูตรนี้พัฒนาขึ้นเพื่อทดลองใช้ในรายวิชาโรงเรียนปลอดบุหรี่ช่วงชั้นที่ 3 (ม.1 – ม.3) ในโรงเรียนต่าง ๆ จำนวน 12 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนสุวรรณสุทธารามวิทยา โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สตรีวิทยา พุทธมณฑล โรงเรียรัตนโกสินทร์สมโภชบางขุนเทียน โรงเรียนบางมดวิทยา “สีสุกหวาดจวนอุปถัมภ์” โรงเรียนวัดปากน้ำวิทยาคม โรงเรียนสามพรานวิทยา โรงเรียนชิโนรสวิทยาลัย โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ฝ่ายมัธยม) โรงเรียนนวมินทราชินูทิศเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า และโรงเรียนราชโอรส ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมใหม่ในการควบคุมยาสูบที่มาจากความร่วมมือของหลายฝ่าย
เนื้อหาในหลักสูตรโรงเรียนปลอดบุหรี่ประกอบด้วย
1. สารพิษในบุหรี่ที่มีผลต่อสุขภาพ
2. ผลกระทบของบุหรี่ที่มีต่อพฤติกรรมเสี่ยงอื่น ๆ
3. กฎหมายคุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่
4. กิจกรรมรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่
จากการทดลองใช้หลักสูตรโรงเรียนปลอดบุหรี่ พบว่า
1. รูปแบบการจัดการเรียนรู้
โดยเป็นหลักสูตรเต็มรูปแบบ : 4 หน่วย จำนวน 17 แผน เวลา 36 ชั่วโมง ทดลองใช้ในโรงเรียนของเครือข่ายครูนักรณรงค์
เพื่อการไม่สูบบุหรี่ จำนวน 11 โรงเรียน
2. การวิเคราะห์ความคิดเห็นของนักเรียน เรื่อง หลักสูตร และกระบวนการเรียนรู้ “โรงเรียนปลอดบุหรี่”
จากการสำรวจความคิดเห็นของนักเรียนแกนนำ และนักเรียนที่ร่วมกิจกรรมในโรงเรียนของเครือข่ายครูนักรณรงค์เพื่อ
การไม่สูบบุหรี่ จำนวน 11 โรงเรียน มีนักเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นจำนวน 383 คน พบว่า
1) การกำหนดเป้าหมายของหลักสูตร เพื่อให้โรงเรียนเป็นเขตปลอดบุหรี่ มีความเป็นไปได้ที่สูงมาก
เพราะนักเรียนต่างก็มีความคาดหวังและให้การสนับสนุน
2) การกำหนดหน่วยการเรียนรู้ทั้ง 4 หน่วย ของหลักสูตร “โรงเรียนปลอดบุหรี่” นับว่าครอบคลุมสาระที่สำคัญ
และสอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน
3) การนำหลักสูตร “โรงเรียนปลอดบุหรี่” ไปใช้ในโรงเรียนสามารถเปิดเป็นวิชาบังคับที่นักเรียนทุกคนต้องเรียน
หรือ เปิดเป็นวิชาเลือกหรือกิจกรรมของนักเรียนเฉพาะกลุ่มที่สนใจก็ได้
4) อัตราส่วนของกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่องบุหรี่ควรเป็นภาคปฏิบัติ ประมาณร้อยละ 70 และภาคทฤษฎีประมาณร้อยละ 30
เพราะเป็นกิจกรรมเชิงรุกที่นักเรียนสนใจ และจะมีผลต่อการรณรงค์มากกว่า
5) การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องบุหรี่ มุ่งเน้นกิจกรรมกลุ่มเพื่อประสานพลัง และโน้มน้าวจิตใจให้เห็นคล้อยตาม
เสียงส่วนใหญ่
6) มุ่งเน้นกิจกรรมรณรงค์ “เลิกบุหรี่” และปฏิบัติการให้เห็นผลในกลุ่มเป้าหมายอย่างจริงจัง จะช่วยให้หลักสูตรมีจุดแข็ง
และได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวาง
7) สนับสนุนให้นักเรียนแกนนำไปขยายผล และจัดกิจกรรมรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่กับนักเรียนรุ่นน้องอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งจะช่วยให้ประสบความสำเร็จช่วยเสริมสร้างบรรยากาศ ความสามัคคี และความเอื้ออาทรระหว่างกัน
8) โรงเรียนต้องมีนโยบายที่ชัดเจน มีวิธีการบริหารจัดการและกิจกรรมการเรียนรู้ ในการรณรงค์ เพื่อการไม่สูบบุหรี่
สำหรับครูและบุคลากรในโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง และจริงจัง จะช่วยให้หลักสูตรมีความเป็นเอกภาพ
และบรรลุผลตามเป้าหมาย
9) จัดให้มีกิจกรรมรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ร่วมกับผู้ปกครอง และชุมชนเพราะปัญหาเรื่องบุหรี่
เป็นปัญหาเชิงบูรณาการสัมพันธ์เชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่ ดังนั้นทุกฝ่ายจึงต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาดังกล่าว
3. ข้อสรุปในการปรับปรุงพัฒนาหลักสูตร กระบวนการจัดการเรียนรู้ และการจัดการ
1) สาระและกิจกรรมของหลักสูตรจำนวน 4 หน่วยการเรียนรู้ ได้แก่
หน่วยที่ 1 รู้จักบุหรี่ไว้ป้องกันภัยวันข้างหน้า
หน่วยที่ 2 บุหรี่มีผลกระทบ เป็นจุดจบของชีวิต
หน่วยที่ 3 กฎหมายคุ้มครอง เราต้องรู้ทัน ดับควันบุหรี่
หน่วยที่ 4 ใช้กลยุทธ์ชั้นเซียน ช่วยโรงเรียนให้ปลอดบุหรี่ เป็นสาระที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน
สัมพันธ์กันทั้งตารางที่ 1 และตารางที่ 2
2) ปรับลดเนื้อหาเพิ่มกิจกรรมการลงมือปฏิบัติให้มากขึ้น ใช้กิจกรรม สื่อ และเกมที่สนุกสนานเพลิดเพลิน
3) ปรับกิจกรรมรณรงค์ในหน่วยที่ 4 ให้นำมาใช้ในหน่วยแรก ๆ แบบบูรณาการ เพื่อเปิดตัวให้เห็นพลังของนักเรียน
ในการเคลื่อนไหวต้านภัยบุหรี่ตั้งแต่ต้นเทอม และพัฒนาไปสู่ความเข้มข้น และได้ข้อสรุปในปลายเทอม
4) การจัดการเรียนรู้ รายวิชา “โรงเรียนปลอดบุหรี่” จะเน้นการปฏิบัติกิจกรรมนอกห้องเรียน
และสอดแทรกอยู่ในกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
5) กระบวนการพัฒนาโรงเรียนให้มีนโยบาย เป้าหมายและแนวปฏิบัติเพื่อเป็น “โรงเรียนปลอดบุหรี่”
นั้นต้องพัฒนาทั้ง 2 แนวทาง ได้แก่
แนวทางที่ 1 “จากล่างสู่บน”
กล่าวคือ เครือข่ายครูนักรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ พัฒนาครูผู้สอนให้มีศักยภาพในการสร้างพลังของนักเรียนแกนนำ
โดยพัฒนาจากกลุ่มเล็ก ๆ และใช้กลยุทธ์เชิงสร้างสรรค์ ขยายแนวร่วมให้ทั่วถึงพร้อมตัวอย่างผลสำเร็จ
จนกระทั่งได้รับการยอมรับ นำไปสู่การกำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติของโรงเรียนในที่สุด
แนวทางที่ 2 “จากบนลงล่าง”
กล่าวคือ การนำเสนอผลงานวิจัย รูปแบบของหลักสูตรและผลงานที่เป็นรูปธรรมให้รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ
ยอมรับ จนพัฒนาเป็นนโยบายและแนวปฏิบัติสู่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและโรงเรียนต่อไป
ทั้งสองแนวทางนี้จะสอดประสานไปด้วยกันจนในที่สุดก็จะเป็นแนวทางเดียวกัน
|
|
|
หลักสูตรโรงเรียนปลอดบุหรี่ |
|
คู่มือครูในการช่วยนักเรียนให้เลิกสูบบุหรี่ |
|
คู่มือพัฒนาศักยภาพนักเรียนแกนนำ
ในการรณรงค์โรงเรียนปลอดบุหรี่ |
|
|
|
|