1. การพัฒนาสมรรถนะเครือข่ายครู : หลักสูตรโรงเรียนปลอดบุหรี่
2. การประเมินผล กับการปรับเปลี่ยนภาพคำเตือนบนซองบุหรี่
3. การประเมินผลสถานการณ์สถานที่ราชการปลอดบุหรี่
4. การประเมินผลโครงการเครือข่ายร่วมใจเพื่อลดอันตรายของการได้รับควันบุหรี่มือสอง
5. โครงการวิจัยผลของการใช้หลักสูตรโรงเรียนปลอดบุหรี่

การพัฒนาสมรรถนะเครือข่ายครู : หลักสูตรโรงเรียนปลอดบุหรี่
ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.)  ได้หนุนเสริมมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่  ศูนย์สร้างสรรค์ครูมืออาชีพ  และเครือข่ายครูนักรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ (คมส.) ในการวิจัยเชิงปฏิบัติการและการประเมินผลโครงการหลักสูตรโรงเรียนปลอดบุหรี่  เพื่อสร้างแนวทางการดำเนินการให้โรงเรียนปลอดบุหรี่ หลักสูตรนี้พัฒนาขึ้นเพื่อทดลองใช้ในรายวิชาโรงเรียนปลอดบุหรี่ช่วงชั้นที่ 3  (ม.1 – ม.3)  ในโรงเรียนต่าง ๆ  จำนวน 12 โรงเรียน  ได้แก่  โรงเรียนสุวรรณสุทธารามวิทยา  โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ  สตรีวิทยา  พุทธมณฑล  โรงเรียรัตนโกสินทร์สมโภชบางขุนเทียน  โรงเรียนบางมดวิทยา “สีสุกหวาดจวนอุปถัมภ์” โรงเรียนวัดปากน้ำวิทยาคม โรงเรียนสามพรานวิทยา  โรงเรียนชิโนรสวิทยาลัย   โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ฝ่ายมัธยม)  โรงเรียนนวมินทราชินูทิศเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า  และโรงเรียนราชโอรส ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมใหม่ในการควบคุมยาสูบที่มาจากความร่วมมือของหลายฝ่าย

เนื้อหาในหลักสูตรโรงเรียนปลอดบุหรี่ประกอบด้วย

      1. สารพิษในบุหรี่ที่มีผลต่อสุขภาพ
      2. ผลกระทบของบุหรี่ที่มีต่อพฤติกรรมเสี่ยงอื่น ๆ
      3. กฎหมายคุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่
      4. กิจกรรมรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่

จากการทดลองใช้หลักสูตรโรงเรียนปลอดบุหรี่  พบว่า

1.  รูปแบบการจัดการเรียนรู้ 
      โดยเป็นหลักสูตรเต็มรูปแบบ :  4  หน่วย   จำนวน 17 แผน   เวลา 36 ชั่วโมง  ทดลองใช้ในโรงเรียนของเครือข่ายครูนักรณรงค์
      เพื่อการไม่สูบบุหรี่ จำนวน  11  โรงเรียน 

2.  การวิเคราะห์ความคิดเห็นของนักเรียน เรื่อง  หลักสูตร และกระบวนการเรียนรู้  “โรงเรียนปลอดบุหรี่”
      จากการสำรวจความคิดเห็นของนักเรียนแกนนำ และนักเรียนที่ร่วมกิจกรรมในโรงเรียนของเครือข่ายครูนักรณรงค์เพื่อ
      การไม่สูบบุหรี่ จำนวน  11  โรงเรียน  มีนักเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นจำนวน  383  คน  พบว่า
      1)  การกำหนดเป้าหมายของหลักสูตร เพื่อให้โรงเรียนเป็นเขตปลอดบุหรี่ มีความเป็นไปได้ที่สูงมาก 
          เพราะนักเรียนต่างก็มีความคาดหวังและให้การสนับสนุน
      2)  การกำหนดหน่วยการเรียนรู้ทั้ง 4 หน่วย ของหลักสูตร “โรงเรียนปลอดบุหรี่”  นับว่าครอบคลุมสาระที่สำคัญ
          และสอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน
      3)  การนำหลักสูตร “โรงเรียนปลอดบุหรี่” ไปใช้ในโรงเรียนสามารถเปิดเป็นวิชาบังคับที่นักเรียนทุกคนต้องเรียน
          หรือ เปิดเป็นวิชาเลือกหรือกิจกรรมของนักเรียนเฉพาะกลุ่มที่สนใจก็ได้
      4)  อัตราส่วนของกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่องบุหรี่ควรเป็นภาคปฏิบัติ ประมาณร้อยละ 70 และภาคทฤษฎีประมาณร้อยละ 30
          เพราะเป็นกิจกรรมเชิงรุกที่นักเรียนสนใจ และจะมีผลต่อการรณรงค์มากกว่า
      5)  การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องบุหรี่ มุ่งเน้นกิจกรรมกลุ่มเพื่อประสานพลัง และโน้มน้าวจิตใจให้เห็นคล้อยตาม
           เสียงส่วนใหญ่
      6)  มุ่งเน้นกิจกรรมรณรงค์ “เลิกบุหรี่” และปฏิบัติการให้เห็นผลในกลุ่มเป้าหมายอย่างจริงจัง จะช่วยให้หลักสูตรมีจุดแข็ง
          และได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวาง
      7)  สนับสนุนให้นักเรียนแกนนำไปขยายผล และจัดกิจกรรมรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่กับนักเรียนรุ่นน้องอย่างต่อเนื่อง 
          ซึ่งจะช่วยให้ประสบความสำเร็จช่วยเสริมสร้างบรรยากาศ  ความสามัคคี และความเอื้ออาทรระหว่างกัน
      8)  โรงเรียนต้องมีนโยบายที่ชัดเจน  มีวิธีการบริหารจัดการและกิจกรรมการเรียนรู้ ในการรณรงค์ เพื่อการไม่สูบบุหรี่
          สำหรับครูและบุคลากรในโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง และจริงจัง จะช่วยให้หลักสูตรมีความเป็นเอกภาพ
          และบรรลุผลตามเป้าหมาย
      9)  จัดให้มีกิจกรรมรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ร่วมกับผู้ปกครอง และชุมชนเพราะปัญหาเรื่องบุหรี่
          เป็นปัญหาเชิงบูรณาการสัมพันธ์เชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่  ดังนั้นทุกฝ่ายจึงต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาดังกล่าว

3. ข้อสรุปในการปรับปรุงพัฒนาหลักสูตร กระบวนการจัดการเรียนรู้ และการจัดการ 
      1)  สาระและกิจกรรมของหลักสูตรจำนวน 4 หน่วยการเรียนรู้ ได้แก่
          หน่วยที่ 1  รู้จักบุหรี่ไว้ป้องกันภัยวันข้างหน้า 
          หน่วยที่ 2  บุหรี่มีผลกระทบ เป็นจุดจบของชีวิต 
          หน่วยที่ 3  กฎหมายคุ้มครอง เราต้องรู้ทัน  ดับควันบุหรี่ 
          หน่วยที่ 4 ใช้กลยุทธ์ชั้นเซียน  ช่วยโรงเรียนให้ปลอดบุหรี่ เป็นสาระที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน 
                    สัมพันธ์กันทั้งตารางที่ 1  และตารางที่ 2
      2)  ปรับลดเนื้อหาเพิ่มกิจกรรมการลงมือปฏิบัติให้มากขึ้น  ใช้กิจกรรม  สื่อ  และเกมที่สนุกสนานเพลิดเพลิน
      3)  ปรับกิจกรรมรณรงค์ในหน่วยที่ 4 ให้นำมาใช้ในหน่วยแรก ๆ แบบบูรณาการ  เพื่อเปิดตัวให้เห็นพลังของนักเรียน
           ในการเคลื่อนไหวต้านภัยบุหรี่ตั้งแต่ต้นเทอม และพัฒนาไปสู่ความเข้มข้น  และได้ข้อสรุปในปลายเทอม
      4)  การจัดการเรียนรู้ รายวิชา “โรงเรียนปลอดบุหรี่” จะเน้นการปฏิบัติกิจกรรมนอกห้องเรียน 
           และสอดแทรกอยู่ในกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
      5)  กระบวนการพัฒนาโรงเรียนให้มีนโยบาย เป้าหมายและแนวปฏิบัติเพื่อเป็น “โรงเรียนปลอดบุหรี่” 
          นั้นต้องพัฒนาทั้ง 2 แนวทาง ได้แก่ 
           แนวทางที่ 1 “จากล่างสู่บน” 
          กล่าวคือ  เครือข่ายครูนักรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่  พัฒนาครูผู้สอนให้มีศักยภาพในการสร้างพลังของนักเรียนแกนนำ
          โดยพัฒนาจากกลุ่มเล็ก ๆ และใช้กลยุทธ์เชิงสร้างสรรค์  ขยายแนวร่วมให้ทั่วถึงพร้อมตัวอย่างผลสำเร็จ 
          จนกระทั่งได้รับการยอมรับ  นำไปสู่การกำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติของโรงเรียนในที่สุด 
           แนวทางที่ 2  “จากบนลงล่าง” 
          กล่าวคือ  การนำเสนอผลงานวิจัย รูปแบบของหลักสูตรและผลงานที่เป็นรูปธรรมให้รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ
          ยอมรับ  จนพัฒนาเป็นนโยบายและแนวปฏิบัติสู่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและโรงเรียนต่อไป
          ทั้งสองแนวทางนี้จะสอดประสานไปด้วยกันจนในที่สุดก็จะเป็นแนวทางเดียวกัน

หลักสูตรโรงเรียนปลอดบุหรี่
คู่มือครูในการช่วยนักเรียนให้เลิกสูบบุหรี่
คู่มือพัฒนาศักยภาพนักเรียนแกนนำ ในการรณรงค์โรงเรียนปลอดบุหรี่

 
 
Modify subscription