สถานการณ์การบริโภคยาสูบ

1.สถานการณ์ด้านพฤติกรรมการบริโภคยาสูบ ทั่วประเทศ

  • ปี พ.ศ.2560 พบว่า ประชากรที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป เป็นผู้สูบบุหรี่ 10.7 ล้านคน (ร้อยละ 19.1) อัตราการบริโภคยาสูบตามกลุ่มอายุ15-18 ปีเท่ากับร้อยละ 7.8 โดยในภาพรวม อัตราการสูบบุหรี่มีแนวโน้มลดลง ยกเว้นกลุ่มอายุ 19-24 ปี
  • จากปี พ.ศ.2534-2560 อัตราการบริโภคยาสูบของประชากรเพศชายมีอัตราการเปลี่ยนแปลงที่ลดลงน้อยกว่าเพศหญิง คือ ร้อยละ 36.42 และร้อยละ 66 และเพศหญิงมีอัตราการบริโภคยาสูบต่ำสุดจากทุกปีที่ผ่านมาคือร้อยละ 1.7   
  • ในปีพ.ศ.2560 อัตราการสูบบุหรี่ของผู้ที่มีระดับการศึกษาประถมศึกษามีอัตราการสูบบุหรี่ปัจจุบันสูงสุด รองลงมาเป็นระดับมัธยมต้น ผู้ที่ไม่เคยเรียน ระดับมัธยมปลายและระดับอุดมศึกษาขึ้นไปคือร้อยละ 22.0, 5, 18.1, 18.0 และ 7.7 ตามลำดับ ทุกระดับการศึกษามีอัตราการสูบบุหรี่ลดลงจากปี 2557 และผู้ที่มีระดับการศึกษาอุดมศึกษาขึ้นไปอัตราการเปลี่ยนแปลงลดลงมากที่สุดคือร้อยละ 64.68
  • ผู้อยู่อาศัยนอกเขตเทศบาลมีอัตราการสูบบุหรี่สูงกว่าในเขตเทศบาลในทุกรอบการสำรวจ โดยอัตราการเปลี่ยนแปลงลดลงของนอกเขตเทศบาลสูงกว่าในเขตเทศบาลเล็กน้อย คือ ร้อยละ 39.07 และ 35.61 ตามลำดับ
  • อัตราการสูบบุหรี่ในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง ภาคใต้ยังมีอัตราการสูบบุหรี่ที่สูงที่สุด รองลงมาเป็นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กลาง เหนือ และกรุงเทพมหานคร (อัตราการเปลี่ยนแปลงภาคเหนือ กลาง ตะวันออกเฉียงเหนือ กรุงเทพมหานครและใต้เท่ากับร้อยละ 48.48, 54, 39.51, 23.34 และ 20.52 ตามลำดับ) แสดงให้เห็นว่ามาตรการในการควบคุมยาสูบที่ผ่านมา ได้ผลดีมากในภาคเหนือ และยังไม่ค่อยได้ผลในภาคใต้
  • ปีพ.ศ.2560 ประชากรไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปที่เริ่มสูบบุหรี่ครั้งแรกของผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำคืออายุ 18.1 ปี ซึ่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปี 2557 ซึ่งมีอายุเฉลี่ยที่เริ่มสูบคือ 17.8 ปี เมื่อเปรียบเทียบในแต่ละกลุ่มวัยในปี 2560 พบว่า กลุ่มเยาวชน มีอายุเฉลี่ยที่เริ่มสูบ 16.2 ปี ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2557 คือ 15.6 ปี ส่วนในกลุ่มวัยทำงานและกลุ่มสูงอายุมีอายุเฉลี่ยที่เริ่มสูบไม่แตกต่างกันมากในแต่ละปี โดยจะอยู่ในช่วงประมาณ 18-19 ปี
  • ผู้บริโภคยาสูบปัจจุบันอายุ 15 ปีขึ้นไป ระหว่างปี พ.ศ.2547-2554 มีสัดส่วนของผู้สูบบุหรี่ซองและบุหรี่มวนเองเกือบอย่างละ 50%  ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2556 พบว่ามีสัดส่วนของผู้สูบบุหรี่ซองสูงกว่าผู้สูบบุหรี่มวนเอง    ในปีพ.ศ. 2560 ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไปที่สูบบุหรี่เป็นประจำ นิยมสูบบุหรี่ที่ผลิตจากโรงงานสูงถึงร้อยละ 56 รองลงมาคือบุหรี่มวนเองร้อยละ 49.3 ส่วนประเภทอื่นมีร้อยละ 0.1
  • ผู้สูบบุหรี่เป็นประจำมีจำนวนบุหรี่ที่สูบเฉลี่ยต่อวันลดลงจากทุกปีที่ผ่านมาเหลือเพียง 10 มวนต่อวัน ในปีพ.ศ.2560 (ในปีพ.ศ.2554 และพ.ศ. 2557 จำนวนบุหรี่ที่สูบโดยเฉลี่ยต่อวัน เป็น 10.8 และ 11.5 มวนต่อวัน)
  • ในปี พ.ศ.2560 พบว่า ผู้สูบบุหรี่มีค่าใช้จ่ายในการซื้อผลิตภัณฑ์ยาสูบเฉลี่ยต่อเดือนเท่ากับ 546 บาท
  • ผลการสำรวจของโครงการสำรวจพฤติกรรมการสูบบุหรี่และดื่มสุราของประชากรไทย พ.ศ.2560 จากการสอบถามสมาชิกในครัวเรือนที่สูบบุหรี่ พบว่า มีร้อยละ 32.7 ที่เคยมีการสูบบุหรี่ในตัวบ้าน
  • ส่วนการได้รับควันบุหรี่มือสองในที่สาธารณะ พบว่า ตลาดสดหรือตลาดนัดและร้านอาหาร/ภัตตาคาร/สถานที่ที่จำหน่ายอาหารเครื่องดื่มเป็นสถานที่ที่มีการพบเห็น/ได้กลิ่น/พบเห็นก้นบุหรี่มากที่สุด

2.สถานการณ์ด้านพฤติกรรมการบริโภคยาสูบ รายจังหวัด

  • ในปี พ.ศ.2554 10 จังหวัดทีมีอัตราการบริโภคยาสูบสูงสุด ได้แก่ 1) แม่ฮ่องสอน, 2) สตูล, 3) ปัตตานี, 4) ระนอง, 5) นครศรีธรรมราช, 6) สุราษฎร์ธานี, 7) ขอนแก่น8) กาญจนบุรี, 9) ตรังและ 10) หนองบัวลำภู ตามลำดับ โดยจังหวัดที่สามารถหลุดพ้นจากอัตราการบริโภคสูงสุด 10 อันดับ ในปีพ.ศ.2560 คือ แม่ฮ่องสอน, ปัตตานี, ขอนแก่น, กาญจนบุรี, และ หนองบัวลำภู
  • ในปี พ.ศ.2560 10 จังหวัดที่มีอัตราการบริโภคยาสูบสูงสุด ได้แก่ 1) กระบี่, 2)นครศรีธรรมราช, 3) สตูล, 4) สกลนคร, 5) ระนอง, 6) สงขลา, 7) อุดรธานี, 8) สุราษฎร์ธานี, 9) พัทลุงและ 10) ตรัง ตามลำดับ โดยจังหวัดที่มีอัตราลดลงจากปีพ.ศ.2554 คือ สตูล ลดลงจากร้อยละ29.42 เป็น 26.9, ระนอง ลดลงจาก 27.64 เป็น 25.5, สุราษฎร์ธานี ลดลงจาก 26.97 เป็น 24.4, และ ตรัง ลดลงจาก 26.39 เป็น24.2 ที่เหลืออีก 6 จังหวัดเพิ่มขึ้น
  • อัตราการได้รับควันมือสองรายจังหวัดสูงสุดสิบอันดับ ส่วนใหญ่ ก็สอดคล้องกับอัตราบริโภคยาสูบรายจังหวัด

3.สถิติปริมาณยาสูบที่ผลิตและเสียภาษี

  • ในปี 2560 ปริมาณบุหรี่ที่จำหน่าย จำนวน 1,951 ล้านซอง ลดลงจากปี 2557 (จำนวน 2,004 ล้านซอง)
  • ส่วนแบ่งการตลาดของบุหรี่โรงงานยาสูบ เคยอยู่ที่ร้อยละ 77 ในปีพ.ศ.2559 ลดลงหลังพรบ.สรรพสามิตพ.ศ.2560ประกาศใช้ ต่อมาปรับตัวขึ้นได้บ้างเล็กน้อย แต่ก็ยังน้อยกว่าร้อยละ 70
  • จำนวนผู้เพาะปลูกลดลงเป็นลำดับ จนเหลือ 31,275 ราย ในฤดูกาล 2559/2560
  • พื้นที่เพาะปลูกและปริมาณการรับซื้อมีแนวโน้มลดลงตั้งแต่ฤดูกาลผลิต 2557/2558 - 2559/2560
  • หลังพรบ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 บังคับใช้ เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2560 ซึ่งเป็นการเปลี่ยนฐานในการคำนวณภาษีและอัตราภาษีให้สอดคล้องกับฐานภาษีที่เปลี่ยนไป ภาษีสรรพสามิตในปัจจุบันมีการจัดเก็บแบบผสม (Mixed System) โดยจัดเก็บทั้งอัตราตามปริมาณและมูลค่า และคำนวณอัตราภาษีจากราคาขายปลีกแนะนำ มีผลทำให้ บุหรี่ซิกาแรตยอดนิยมที่ผลิตในประเทศ มีสัดส่วนภาษีประมาณร้อยละ 77ของราคาขายปลีก ส่วนบุหรี่ซิกาแรตยอดนิยมที่นำเข้ามีสัดส่วนภาษีประมาณร้อยละ 75 ของราคาขายปลีก

ระดับจังหวัด

ผลกระทบจากการบริโภคยาสูบ

  • ผลกระทบทางด้านสุขภาพและเศรษฐกิจ

การเฝ้าระวังอุตสาหกรรมยาสูบ

การดำเนินการควบคุมยาสูบ

ผลการประเมินสมรรถนะในการควบคุมยาสุบและปัญหาที่ท้าทาย
กฏหมายที่เกี่ยวข้อง

ฐานข้อมูลเฝ้าระวังยาสูบของประเทศไทย 
แบบสอบถาม

ความก้าวหน้าในการดำเนินการควบคุมยาสูบของประเทศไทย พ.ศ.2554-2555

  • 22 มีนาคม 2555 เริ่มมีผลบังคับใช้ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 15) พ.ศ.2554 เรื่องข้อความที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดหรือจูงใจให้บริโภคในฉลากของซองบุหรี่และยาเส้น

  • 25 เมษายน 2555 เริ่มมีผลบังคับใช้ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 16) พ.ศ.2554 เรื่องการแสดงข้อความ เกี่ยวกับสารพิษและสารก่อมะเร็งในฉลากของซองบุหรี่ซิกาแรต 

  • 12 มิถุนายน 2555 มติ ครม. เห็นชอบแผนยุทธศาสตร์การควบคุมยาสูบแห่งชาติพ.ศ.2555 – 2557 ซึ่งมีเป้าหมายลดอัตราการบริโภคยาสูบของประชาชน ลดปริมาณการบริโภคยาสูบต่อหัวประชาชนและการทำให้สิ่งแวดล้อมปลอดควันบุหรี่ ต่อมากระทรวงศึกษาธิการได้ออกประกาศเรื่องแนวทางการปฏิบัติตามแผนยุทธศาสตร์การควบคุมยาสูบแห่งชาติ พ.ศ.2555 – 2557 ในสถานศึกษา

  • 21 สิงหาคม 2555 มีการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตยาสูบ (รวมภาษียาเส้นและยาเส้นปรุง) ของประเทศไทย การปรับครั้งนี้กำหนดอัตราตามมูลค่าและอัตราตามปริมาณใบยาสูบ ทำให้บุหรี่ซิกาแรตมีอัตราจัดเก็บตามมูลค่าจากร้อยละ 85 ร้อยละ 87 หรือตามปริมาณ 1 บาทต่อหนึ่งกรัม ส่วนภาษียาเส้นเพิ่มเป็นครั้งแรกจาก 0.01 บาท/10 กรัมเป็น 0.01 บาท/กรัม

  • เดือนกรกฎาคม – สิงหาคม 2555 การประชาพิจารณ์ร่างพระราชบัญญัติควบคุมการบริโภคยาสูบฉบับใหม่ พ.ศ. ... ซึ่งเป็นการรวมกฎหมายควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบและกฎหมายคุ้มครองสุขภาพผู้ไม่สูบบุหรี่เป็นฉบับเดียวกัน

  • มีนาคม 2556 กระทรวงสาธารณสุข ประกาศมาตรการ “3 ลด 3 เพิ่ม” 
    3 ลด ได้แก่ 1. การลดนักสูบหน้าใหม่ (อายุ 15-24 ปี,19-24 ปี ) 2. ลดจำนวนผู้สูบเดิมในเขตชนบท โดยเฉพาะผู้ใช้ยาเส้น 3. ลดควันบุหรี่มือสองในที่ทำงาน ในที่สาธารณะ และที่บ้าน
    3 เพิ่ม ได้แก่ 1. เพิ่มกลไกการป้องกันอุตสาหกรรมยาสูบแทรกแซงนโยบายควบคุมยาสูบของรัฐ 2. เพิ่มผู้ขับเคลื่อนการควบคุมยาสูบในระดับพื้นที่จังหวัดและท้องถิ่น 3. เพิ่มนวัตกรรมการดำเนินงานควบคุมยาสูบโดยอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศ

  • 6 มีนาคม 2556 กระทรวงสาธารณสุขออกประกาศกระทรวงฯ เพิ่มขนาดคำเตือนพิษภัยบนซองบุหรี่ จากร้อยละ 55 เป็น ร้อยละ 85 โดยให้จัดพิมพ์ภาพข้อความคำเตือน 10 แบบคละกัน ในอัตรา 1 แบบ ต่อ 5,000 ซอง มีผลบังคับใช้ 23 กันยายน 2557 (90 วันนับแต่วันที่ศาลปกครองสูงสุด อ่านคำสั่ง -26 มิ.ย.2557)

  • สิงหาคม 2556 เริ่มการบังคับใช้ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่17) พ.ศ.2555 เรื่องภาพคำเตือนและการแสดงเลขหมายสายด่วนเลิกบุหรี่ 1600 บนซองยาเส้น

  • 28 พฤศจิกายน 2556 ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการดำเนินงานโรงเรียนปลอดบุหรี่ระหว่างกรมควบคุมโรค สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่

  • 18 มิถุนายน 2557 คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) ได้มีมติเห็นชอบมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 6 มติ 5 การกำกับดูแลสื่อและการสื่อสารการตลาดของผลิตภัณฑ์ยาสูบและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

  • 19 มิถุนายน 2557 สสส. ผนึกเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพทั่วไทยเดินหน้าเปิดโครงการรณรงค์จิตอาสาขยายพื้นที่ปลอดบุหรี่ “รวมพลัง ทวงสิทธิ์ ห้ามสูบ ในพื้นที่ปลอดบุหรี่ตามกฎหมาย 100%” โดยตั้งเป้าหมายของการรณรงค์ลดจำนวนผู้ได้รับควันบุหรี่มือสองลงได้ ร้อยละ 10

  • 25 พฤศจิกายน 2557 เสนอร่างพระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์ควบคุมยาสูบ พ.ศ. .... ไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี จากนั้น วันที่ 26 พฤษภาคม 2558 ที่ประชุมครม.เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. ...

  • 26 ธันวาคม 2557 กระทรวงพาณิชย์ออกประกาศเรื่องกำหนดให้บารากู่และบารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าที่ต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2557 กำหนดให้สินค้า 3 ประเภท ได้แก่ 1. บารากู่ดั้งเดิม 2. บารากู่ไฟฟ้า 3. บุหรี่ไฟฟ้า รวมทั้งอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักรในทุกกรณี

  • 18 กุมภาพันธ์ 2558 คำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ฉบับที่ 9/2558 ลงนามเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2558 ลงประกาศลงราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2558 กำหนดห้ามขาย / ห้ามให้บริการสินค้าดังต่อไปนี้ 1. บารากู่ดั้งเดิม 2. บารากู่ไฟฟ้า 3. บุหรี่ไฟฟ้า 4. ตัวยาบารากู่ดั้งเดิม 5. น้ำยาสำหรับเติมบารากู่ไฟฟ้า/บุหรี่ไฟฟ้า

  • 26 มีนาคม 2558 กระทรวงสาธารณสุขออกประกาศเปลี่ยนภาพคำเตือนบนซองบุหรี่ 10 แบบ ลงราชกิจจานุเบกษา 2 เมษายน 2558 มีผลบังคับใช้ 29 กันยายน 2558

  • 9 กุมภาพันธ์ 2559 มีการปรับขึ้นภาษีบุหรี่ซิกาแรตตามมูลค่าจากร้อยละ 87 เป็นร้อยละ 90 ของราคาขาย ณ โรงงานอุตสาหกรรมยาสูบ และปรับอัตราภาษีตามปริมาณเป็น 1.10 บาท/กรัม

  • 19 เมษายน 2559 คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแผนยุทธศาสตร์การควบคุมยาสูบแห่งชาติฉบับที่สอง พ.ศ. 2559 – 2562 โดยมีเป้าประสงค์เพื่อลดอัตราการบริโภคยาสูบ และ ทำให้สิ่งแวดล้อมปลอดควันบุหรี่ โดยประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์

ที่มา ศิริวรรณ พิทยรังสฤษฏ์, ปานทิพย์ โชติเบญจมาภรณ์ และปวีณา ปั้นกระจ่าง. สถานการณ์การควบคุมการบริโภคยาสูบของประเทศไทย พ.ศ.2559. ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.). 2559.

ติดต่อสำนักงาน

คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โรงเรียนเรวดี 108 ถนนประดิพัทธ์ แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 10400

© Copyright TRC 2018. Design by TRC