PRESS RELEASE

มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ / ศจย.

เมนูหลัก ศจย.

Friday, 09 February 2018 13:59

ร่าง พ.ร.บ.การยาสูบแห่งประเทศไทย...

Written by
Rate this item
(0 votes)

“ร่าง พ.ร.บ.การยาสูบแห่งประเทศไทย : การสูญเสียอธิปไตยในการควบคุมยาสูบครั้งใหม่” วันนี้ (9 ก.พ. 2561) ที่ โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค กรุงเทพฯ โดย นพ.หทัย ชิตานนท์ ประธานสถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย , นายไพศาล ลิ้มสถิตย์ ศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ และ รศ.ดร.สุชาดา ตั้งทางธรรม นักเศรษฐศาสตร์สถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย ร่วมกัน เสวนาวิชาการและแถลงข่าว

“ร่างพ.ร.บ.การยาสูบแห่งประเทศไทย: การสูญเสียอธิปไตยในการควบคุมยาสูบครั้งใหม่” จัดโดย ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมการยาสูบ (ศจย.) และภาคีเครือข่ายควบคุมยาสูบ

นพ.หทัย ชิตานนท์ ประธานสถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย กล่าวว่า 33 ปีมาแล้วที่บริษัทบุหรี่ข้ามชาติได้พยายามเข้ามายึดครองการผลิตบุหรี่ในประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ.2528 เป็นต้นมาโดยส่งผู้แทนมาเจรจากับกระทรวงต่างประเทศ ซึ่งก็ส่งเรื่องต่อให้กระทรวงการคลังพิจารณา ดังนั้นจึงเกิดประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อป้องกันการแปรรูปรัฐวิสาหกิจยาสูบของไทย ดังนี้

สิงหาคม 2540 ประเทศไทยและหลายประเทศ ประสบภาวะเศรษฐกิจทรุดอย่างรุนแรง จนรัฐบาลต้องขอกู้เงิน 17,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ฯ จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund หรือ IMF) ผมได้เฝ้าตรวจสอบจดหมายแสดงเจตจำนง (Letter of Intent-LOIT) จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไทยถึง ผ.อ. IMF ตั้งแต่ ฉบับที่ 1 เป็นต้นไป พบว่าใน LOT ฉบับที่ 5 (25 สิงหาคม 2541) ได้ปรากฎขึ้นเป็นครั้งแรกด้วยข้อความว่า “Complete study outlining strategic options for Tobacco Monopoly” และ ตุลาคม 2541 ผมได้ส่งเอกสารเรื่อง ‘Denationalization of Thailand Tobacco Monopoly’ ไปให้มิตรสหายนักชี้แนะการควบคุมยาสูบคนสำคัญของโลกหลายคน จนนายโรเบิรต ไวสแมน บรรณาธิการนิตยสาร Multinational Monitor ได้เสนอเรื่องต่อจนเป็นผลให้วุฒิสมาชิก 3 คน และสมาชิกสภาผู้แทนสหรัฐ 14 คน ได้ลงนามในหนังสือถึงนายมิเชล กองเดอซู ผู้อำนวยการ IMF แสดงความห่วงใยที่ไอเอ็มเอฟ สนับสนุนให้มีการแปรรูป โรงงานยาสูบ (รยส.) ซึ่งจะทำให้เกิดผลเสียต่อสาธารณสุข
14 ธันวาคม 2541 ผมได้ส่งหนังสือถึง Mr. James Wolfensohn ประธานธนาคารโลก ขอให้ธนาคารแจ้ง IMF ให้เปลี่ยนนโยบายในเรื่องสนับสนุนการลงทุน ในอุตสาหกรรมยาสูบ และ ธันวาคม 2541 สถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย เชิญสมาคมผู้เพาะปลูกและผู้ค้าใบยาสูบ 5 จังหวัดและสมาคมรัฐวิสาหกิจ รยส. ร่วมแถลงข่าวแก่สื่อมวลชนค้านการแปรรูป รยส.

มกราคม 2542 ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยของธนาคารโลก มีหนังสือตอบประธาน สสท. ขอร่วมความเป็นห่วง ในเรื่องสุขภาพซึ่งเป็นผลจากการแปรรูป และ มีนาคม 2542 ผมแถลงว่าตนได้แจ้งข่าวไปยังเครือข่าย Globalink ว่ารัฐมนตรีคลังของไทยแถลงทางโทรศัพท์ว่าจะยังคงดำเนินเรื่องการแปรรูป รยส. ต่อไป ก็ได้เริ่มมีผู้ส่งอีเมล์มาเรียนรัฐมนตรีคลังของไทยแล้ว เป็นจำนวนมาก หนึ่งในอีเมล์กลุ่มแรกๆ มาจาก ดร.คอนสแตติน คราซอฟสกี้ จากประเทศยูเครน ผู้ซึ่งแจ้งผลงานวิจัยซึ่งท่านได้รับทุนจากธนาคารโลกว่าการแปรรูปให้ประโยชน์แก่นักลงทุนมากกว่าให้ประเทศ การเพาะปลูกลดลงเหลือร้อยละ 3 ของการที่ใช้การผลิตบุหรี่

6 มีนาคม 2545 รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กระทรวงการคลัง นายสมคิด จาตุรศรีพิทักษ์ ตรวจเยี่ยม รยส.และให้สัมภาษณ์ว่าจะแปรรูป รยส. , 11 มีนาคม 2545 ผมได้ติดต่อสื่อมวลชนและได้รับการสนับสนุนให้เสนอข่าวเต็มหน้าปก , 17 มีนาคม 2545 รองนายกฯ สมคิด จาตุรศรีพิทักษ์ และ รมช.สาธารณสุข นพ. สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี มาพบผมที่บ้านและขอร้องให้ผมยุติการคัดค้านการแปรรูป รยส. ผมไม่เห็นด้วย , 9 กรกฎาคม 2545 คณะกรรมาธิการสาธารณสุข วุฒิสภา จัดเวทีสาธารณะ เรื่อง “รัฐบาลควรแปรรูปโรงงานยาสูบหรือไม่” เวลา 8.30 – 16.30 น. ณ อาคารรัฐสภา ที่ประชุมได้สรุปว่ารัฐบาลไม่ควรแปรรูป รยส. และจะส่งผลให้รัฐบาลพิจารณาต่อไป และ 20 สิงหาคม 2545 คณะรัฐมนตรีมีมติให้เลื่อนการแปรรูป รยส. ธนาคารออมสิน และธนาคารอาคารสงเคราะห์ ออกไปอย่างไม่มีกำหนด

นายไพศาล ลิ้มสถิตย์ ศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึง ร่างพระราชบัญญัติการยาสูบแห่งประเทศไทย พ.ศ. .... ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีเนื้อหาที่จะส่งผลกระทบต่อการควบคุมยาสูบของประเทศ และกล่าวคือ การแปรสภาพโรงงานยาสูบเป็นนิติบุคคล แม้จะมีเหตุผลในเรื่องปรับปรุงประสิทธิภาพในการดำเนินงาน แต่อาจส่งผลเสียบางประการคือ มาตรา 8 (7) เปิดโอกาสให้ขายหุ้นของบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดของ “การยาสูบแห่งประเทศไทย” (ยสท.) ให้กับบริษัทบุหรี่ต่างชาติและภาคเอกชน เท่ากับเป็นการขายโรงงานยาสูบซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของไทยให้กับต่างชาติและเอกชน ซึ่งขัดกับความมุ่งหมายในการจัดตั้งโรงงานยาสูบในปี พ.ศ.2482 โดยรัฐบาลในขณะนั้นเห็นว่า กิจการยาสูบเป็นอันตรายต่อสุขภาพประชาชน ควรอยู่ในความควบคุมของรัฐ และเท่ากับเป็นการยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 เช่น บริษัทบุหรี่ข้ามชาติสามารถเข้ามาถือหุ้นหรือร่วมตั้งบริษัทลูกกับ ยสท. อาจทำให้ภาคเอกชน นักการเมืองที่ซื้อหุ้น เข้ามามีบทบาทในการกำหนดทิศทาตลาดบุหรี่ในประเทศ หรือทำให้ ยสท.อ่อนแอลง กำไรลดลง แล้วเข้าซื้อกิจการของ ยสท. จนส่งผลกระทบต่อการกำหนดนโยบายควบคุมยาสูบของภาครัฐได้ มีตัวอย่างที่เกิดขึ้นในต่างประเทศแล้ว ซึ่งเนื้อหาของร่างพระราชบัญญัตินี้ ยังอาจจะขัดกับพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 มาตรา 164 เนื่องจากเปิดช่องให้ภาคเอกชนที่ร่วมจัดตั้งบริษัทลูกหรือร่วมกิจการกับ ยสท. สามารถผลิตบุหรี่ซิกาแรตได้โดยอ้อมในนาม ยสท.

และมีความเป็นกังวลเนื้อหาของ มาตรา 8 (9) ของร่างพระราชบัญญัติการยาสูบแห่งประเทศไทยอาจจะขัดกับกรอบอนุสัญญาควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก (WHO FCTC) มาตรา 5.3 เนื่องด้วยมีการอนุญาตให้ ยสท.สามารถร่วมกิจการหรือกิจกรรมต่างๆ กับหน่วยงานของรัฐได้ เช่น ยสท.อาจจะร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุขในการพัฒนาโรงพยาบาลของโรงงานยาสูบหรือ ยสท. ซึ่งร่างกฎหมายนี้ยังเปิดช่องให้ภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมกิจการยาสูบมากขึ้น คำนึงถึงผลกำไรทางธุรกิจมากกว่าสุขภาพของประชาชน เช่น มาตรา 8 (9) บริษัทบุหรี่ต่างชาติสามารถเสนอโครงการกับ ยสท. เพื่อจัดตั้งโรงงานผลิตบุหรี่หรือธุรกิจเกี่ยวกับยาสูบในไทย โดยขอการรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก บีโอไอ (สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน) จนทำให้ราคาบุหรี่ถูกลง ส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนเป็นนักสูบหน้าใหม่ หรือทำให้ประชาชนสูบบุหรี่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ประชาชนและภาครัฐจะสูญเสียค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่ต้องใช้รักษาโรคที่เกิดจากบุหรี่และผลิตภัณฑ์ยาสูบชนิดต่างๆ เพิ่มขึ้น

รศ.ดร.สุชาดา ตั้งทางธรรม นักเศรษฐศาสตร์สถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย กล่าวว่า องค์การอนามัยโลก (WHO) รณรงค์ในวันงดสูบบุหรี่โลกปี 2538 ว่า “บุหรี่ก่อความสูญเสียมากกว่าที่คุณคิด” ในการประชุมสมัชชาปี 2539 ประเทศสมาชิกเรียกร้องให้ WHO จัดให้มีมาตรการเพื่อสกัดกั้นการแพร่กระจายของยาสูบ ซึ่งนั่นก็คือกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบ (FCTC) หรือที่รู้จักเรียกกันว่า “กฎหมายบุหรี่โลก” ที่มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2548
WHO จัดทำรายงานเรื่อง Tobacco and Poverty: A Vicious Circle มีการแปลเป็นภาษาไทยว่า “บุหรี่ ยิ่งสูบยิ่งจน” เนื่องจากผู้สูบส่วนใหญ่เป็นคนจน การสูบบุหรี่จะยิ่งทำให้จนหนักไปอีกทั้งตัวผู้สูบเองและประเทศที่ต้องสูญเสียงบประมาณจำนวนมากในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยด้วยโรคจากการสูบบุหรี่ ธนาคารโลกก็ให้ความสำคัญมากกับการควบคุมยาสูบ ในปี 2542 ได้จัดพิมพ์หนังสือที่กระทรวงสาธารณสุขนำมาแปลเป็นภาษาไทยว่า พัฒนาการทางปฏิบัติ หยุดการแพร่ภัยบุหรี่ สิ่งที่รัฐต้องทำและผลได้ผลเสียทางเศรษฐกิจของการควบคุมยาสูบ และปลายปีที่แล้วก็จัดพิมพ์หนังสือ At the Crossroads of Health and Development ระบุว่าการสูบบุหรี่ก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจโดยรวมปีละมากกว่า 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณร้อยละ 1.8 ของ GDP ของโลก

สำหรับประเทศไทย สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศศึกษาพบว่าในปี 2552 มีความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากการสูบบุหรี่ถึง 74,884 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าภาษีที่รัฐบาลจัดเก็บได้จากยาสูบรวมกับกำไรของโรงงานยาสูบ ดังนั้นการจะขยายกิจการโรงงานยาสูบเพื่อหารายได้เพิ่มขึ้นจึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องคิดให้ดีถึงผลได้ผลเสียโดยรวม ที่ผ่านมาประเทศเราได้รับการยอมรับจากประชาคมโลกว่ามีกฎหมายควบคุมยาสูบที่เข้มแข็ง เมื่อครั้งที่เกิดกรณีพิพาทเรื่องการเปิดตลาดบุหรี่เราอ้างว่าโรงงานยาสูบของรัฐจะช่วยในการควบคุมยาสูบได้ และเมื่อจะมีการแปรรูป รยส. องค์กรภาคสุขภาพก็ยังมองว่าการเป็นกิจการของรัฐจะช่วยควบคุมยาสูบได้ง่ายกว่าเป็นของเอกชน อีกทั้งในรายงานของ รยส. เองก็ระบุชัดเจนว่าผลิตและจำหน่ายเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มผู้ใหญ่ที่ยังคงสูบบุหรี่อยู่ ดังนั้นการที่กิจการของรัฐจะรับจ้างผลิตบุหรี่เพื่อหารายได้ หรือวางแผนส่งออกไปต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่ม CLMV จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องมองให้กว้างและมองให้ไกล ลองดูผลการดำเนินงานของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างฟิลิป มอร์ริส (PMI) ในปี 2559 บริษัทมีรายได้สุทธิ 74,953 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินบาทในขณะนั้นเท่ากับ 2,645,690 ล้านบาท ขณะที่รัฐบาลไทยมีรายได้จากภาษีอากร การขายสิ่งของและบริการ รายได้จากรัฐพาณิชย์ และรายได้อื่นในปีเดียวกัน 2,394,641 ล้านบาท การทำตลาดต่างประเทศสำหรับบุหรี่ไทยจึงมิใช่เรื่องง่าย

ธนาคารโลกยังให้ความสำคัญมากกับการควบคุมยาสูบ หน่วยงานที่มีหน้าที่จัดหารายได้อย่างกระทรวงการคลังก็ควรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจังเพราะปัจจุบันเรามีปัญหาคุณภาพของเยาวชน อีกทั้งปัญหาสังคมผู้สูงอายุที่กำลังตามมาซึ่งจะเป็นภาระแก่งบประมาณจำนวนมาก หน่วยงานที่มีหน้าที่จัดทำยุทธศาสตร์ชาติก็ควรให้ความสำคัญและตระหนักถึงบทบาทความรับผิดชอบของประเทศไทยในเวทีโลกเพราะเกี่ยวข้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน สภาพัฒน์จัดพิมพ์หนังสือเศรษฐกิจพอเพียงและแนวพระราชดำริการพัฒนาประเทศไว้หลายเล่ม จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะน้อมนำแนวพระราชดำริมาพิจารณาในเรื่องนี้ด้วย

รายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ : นายหริสร์ ทวีพัฒนา โทรศัพท์ 061-7244411 E-mail: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

Read 662 times Last modified on Friday, 09 February 2018 17:43

Media

ติดต่อสำนักงาน

คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โรงเรียนเรวดี 108 ถนนประดิพัทธ์ แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 10400

© Copyright TRC 2018. Design by TRC