สธ.เร่งคุมบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ ภัยตัวใหม่

  01 June 2017

นักวิชาการเผย บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ นักสูบหน้าใหม่อยากลอง เป็นของใหม่จากต่างประเทศ วัยรุ่นที่ใช้บุหรี่อิเล็กโทนิกส์ส่วนใหญ่รายงานว่า สูบใน 7 วันที่ผ่านมา เสี่ยงเกิดอันตรายต่อสุขภาพ สธ.เร่งบังคับใช้กฎหมายควบคุมบุหรี่ใหม่กลางปีนี้ เพื่อควบคุมบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์ยาสูบรูปแบบใหม่สุดอันตราย

ผศ.ดร.จิตรลดา อารีย์สันติชัย หัวหน้าศูนย์วิจัยยาเสพติด จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึง การศึกษาเปรียบเทียบพฤติกรรมการใช้บุหรี่และบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ (บุหรี่ไฟฟ้า) ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ปีพ.ศ. 2559 สนับสนุนโดยศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยกลุ่มตัวอย่างจำนวนทั้งหมด 214 ราย แบ่งเป็นกลุ่มวัยรุ่น 12-24 ปี และกลุ่มผู้ใหญ่ 25-65 ปี แบ่งเป็นผู้ที่มีประสบการณ์สูบบุหรี่จำนวน 106 ราย และผู้มีประสบการณ์สูบบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์จำนวน 108 ราย ผลการศึกษาพบว่า อายุเฉลี่ยที่เริ่มสูบบุหรี่ และ เริ่มสูบบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ในกลุ่มวัยรุ่น เท่ากันคือ อายุ 16 ปี สาเหตุที่เหมือนกันของการสูบบุหรี่และบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ อันดับแรกคืออยากลอง อันดับต่อมา สูบเพราะเพื่อนชวน ส่วนสาเหตุการใช้ที่แตกต่างของการสูบบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์กับการสูบบุหรี่ธรรมดา โดยคิดว่าบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์เป็นของต่างประเทศ สูบแล้วเท่ดี ขณะที่มีบางคนสูบเพราะอยากเลิกบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้าไม่มีกลิ่นเหม็นเหมือนบุหรี่ แต่เมื่อสอบถามเรื่องความเชื่อที่ว่าบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์สามารถทำให้อดบุหรี่ธรรมดาได้นั้น มีหลายคนให้ความเห็นว่าไม่แน่ใจ เพราะตนเองหันไปสูบทั้งบุหรี่ธรรมดาและบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ควบคู่กันไป แล้วแต่เวลาและโอกาส บางคนก็กลับมาสูบบุหรี่ธรรมดาเหมือนเดิม
การสำรวจพบว่า วัยรุ่นที่สูบบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์เกือบครึ่งหนึ่งสูบเป็นครั้งคราว ประมาณ 1 ใน 4 สูบประจำทุกวัน และร้อยละ 90 สูบในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีบางคนต้องสูบภายใน 5 นาทีหลังตื่นนอน ซึ่งกลุ่มที่สูบบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์มีพฤติกรรมการเรียน อาทิ การหนีเรียน การหนีเรียนบ่อยๆ การถูกครูลงโทษร้ายแรงสูงกว่ากลุ่มผู้สูบบุหรี่ เมื่อเทียบกับกลุ่มช่วงอายุเดียวกัน โดยผู้ที่ใช้บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ ใส่ปริมาณน้ำยาในบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์เฉลี่ย 3 มิลลิกรัมต่อครั้ง และมีผู้ใช้สูงสุดมากกว่า 7 มิลลิกรัมต่อครั้ง ซึ่งในน้ำยาบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์มีปริมาณนิโคตินที่แตกต่างกัน นิโคตินเป็นสารเสพติดที่ทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ แต่ยังขาดการวิเคราห์ทางห้องปฏิบัติเกี่ยวกับปริมาณนิโคตินที่อยู่ในน้ำยาแต่ละชนิด ขณะนี้ทีมของศูนย์วิจัยกำลังศึกษาต่อยอดทางห้องปฏิบัติการเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว ซึ่งผลที่ได้จะสะท้อนปริมาณนิโคตินในน้ำยาบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ที่ชัดเจนและเป็นประโยชน์ในการวางนโยบายต่อไป ผศ.ดร.จิตรลดา กล่าว
ดร.ทพญ.ศิริวรรณ พิทยรังสฤษฏ์ ผู้อำนวยการ ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) กล่าวว่า ปัจจุบันยังไม่มีการยืนยันความปลอดภัยและประสิทธิผลในการช่วยเลิกบุหรี่ได้อย่างถาวร แต่มีการลักลอบนำเข้าและขายอย่างผิดกฎหมาย โดยส่วนใหญ่มีการขายผ่านทางอินเตอร์เน็ตอย่างเปิดเผย เป็นการกระตุ้นให้มีนักสูบหน้าใหม่เพิ่มขึ้นด้วยการออกผลิตภัณฑ์ปลดปล่อยนิโคตินรูปแบบใหม่ๆมากระตุ้นให้อยากลอง

Press Release: ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) ข่าวเผยแพร่วันที่ 31 พฤษภาคม 2560: วันที่ข่าวตีพิมพ์สามารถเผยแพร่ได้ทันที
ประสานงาน : หริสร์ ทวีพัฒนา โทรศัพท์ 083-0196608 E-mail: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

staffmail

gotoknowlogothmappolicy bannerclinicmapnosmokenetworkeco analyinfogra bannerElearningBanner