ข่าวสารบุหรี่

เครือข่ายศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ

ข้อมูลเกี่ยวกับยาสูบ

ข้อมูลเกี่ยวกับยาสูบ (15)

การแถลงข่าว “ภาระโรคและต้นทุนที่สูญเสียจากการสูบบุหรี่
การอบรม “การวิเคราะห์ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์จากการสูบบุหรี่ระดับจังหวัด
วันที่ 5 มีนาคม 2556 เวลา 9.00 – 17.30 น.
ณ โรงแรมรามาการ์เด้นท์ ห้องประชุมลีลาวดี ชั้น 1 ถนนวิภาวดีรังสิต หลักสี่ กรุงเทพฯ
จัดโดย ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.)
สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)


การบริโภคยาสูบส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภคยาสูบและผู้ที่ได้รับสัมผัส ควันบุหรี่ทั้งป่วยเป็นโรคและเสียชีวิต จากการศึกษาภาระทางเศรษฐกิจจากโรคที่มีสาเหตุเกี่ยวข้องจากการสูบบุหรี่ในปี 2552 ในแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาดัชนีประเมินภาระโรคและสุขภาพประชากรไทย พบว่า มีคนตายจากโรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่ในกลุ่มคนอายุ 30 ปีขึ้นไป 50,710 คน หรือประมาณ 12% ของการตายทั้งหมด โดยที่เป็นผู้ชาย 42,989 คน และเป็นผู้หญิง 7,721 คน ซึ่งโรคปอดอุดกลั้นเรื้อรังเป็นสาเหตุการตายหลักของโรคที่เกิดจากการสูบ บุหรี่ 11,895 คน ต่อมาคือโรคมะเร็งปอด 11,742 คน และโรคหัวใจและหลอดเลือด 11,666 คน และโรคมะเร็งอื่นๆ 7,244 คน
จาก การประมาณการความสูญเสียทางเศรษฐศาสตร์จากโรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่ (Disease Attributed to Smoking) พบว่า ค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดจากความสูญเสียทางเศรษฐศาสตร์เท่ากับ 52.2พันล้านบาท คิดเป็น 0.5% ของ GDP โดยคิดเป็นค่าใช้จ่ายทางตรงทางการแพทย์เท่ากับ 10,137 ล้านบาท คิดเป็น 20%, ค่าใช้จ่ายทางอ้อมทางการแพทย์เท่ากับ 1,063 ล้านบาท คิดเป็น 2%, การสูญเสียผลิตภาพจากการขาดงานของผู้ป่วยเท่ากับ 370 ล้านบาท คิดเป็น 0.7%, การสูญเสียผลิตภาพจากการขาดงานของผู้ดูแลผู้ป่วยเท่ากับ 147 ล้านบาท คิดเป็น 0.3% และการสูญเสียผลิตภาพจากการตายก่อนวัยอันควรเท่ากับ 40,464 บาท คิดเป็น 77% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด โดยค่าใช้จ่ายที่เกิดจากความสูญเสียทางเศรษฐกิจนี้คิดเป็น 13% ของค่าใช้จ่ายทางด้านสุขภาพทั้งหมด , และ 73% ของงบประมาณทางด้านสาธารณสุข (Bundhamcharoen, Aungkulanon, Makka, et al, 2012) ซึ่งข้อมูลผลกระทบทางด้านเศรษฐศาสตร์ที่เกิดจากการบริโภคยาสูบสามารถชี้ให้ เห็นความรุนแรงและขนาดของปัญหาในการบริโภคยาสูบอย่างเป็นรูปธรรมได้ หากมีความเข้าใจถึงต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์จากการบริโภคยาสูบและนำมาวิเคราะห์ เปรียบเทียบจะสามารถประเมินถึงภาระที่ผู้ป่วยและรัฐบาลแบกรับค่าใช้จ่าย ต่างๆ ตลอดจนความสูญเสียจากโรคที่เกิดอันเนื่องมาจากการบริโภคยาสูบและสัมผัสควัน บุหรี่ได้
ใน ฐานะที่ ศจย. มีพันธกิจเป็นศูนย์กลางข้อมูลข่าวสาร สนับสนุนการวิจัยเชิงนโยบาย จัดการความรู้ รวมทั้งพัฒนาสมรรถนะบุคลากร องค์กรและเครือข่ายเพื่อการควบคุมการบริโภคยาสูบ ดังนั้น ศจย.จึงเห็นควรให้มีการจัดอบรมทางวิชาการเพื่อสร้างเสริมความเข้มแข็งและ พัฒนาขีดความสามารถแก่บุคลากรที่ทำงานในการควบคุมการบริโภคยาสูบระดับ จังหวัดเพื่อบุคลากรเหล่านี้จะได้นำความรู้ในการอบรมไปใช้ในในการสนับสนุน นโยบายการควบคุมการบริโภคยาสูบในระดับจังหวัดต่อไป

วัตถุประสงค์

  1. เพื่อให้ผู้เข้าอบรมมีความรู้ในเรื่องการวิเคราะห์ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์จากการบริโภคยาสูบ
  2. เพื่อให้ผู้เข้าอบรมสามารถใช้เครื่องมือวิเคราะห์ต้นทุนได้
  3. เพื่อให้ผู้เข้าอบรมสามารถวางแผนการเก็บข้อมูลและประมาณต้นทุนจากการบริโภคยาสูบในแต่ละจังหวัดได้

การจัดอบรม
      เนื้อหา และวิทยากรเรื่องต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์จากการบริโภคยาสูบ ควบคุมโดย ทพญ.ดร.กนิษฐา บุญธรรมเจริญ และ ทพญ.ดร.ศิริวรรณ พิทยรังสฤษฏ์

วัน เวลา สถานที่

  • วันอังคารที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2556 ณ ห้องประชุมลีลาวดี โรงแรมรามา การ์เด้นท์
  • ผู้เข้าประชุมรวม 42 คน ประกอบด้วย ผู้เข้าอบรม 32 คน วิทยากร 7 คน และเจ้าหน้าที่ 3 คน

คุณสมบัติผู้เข้าอบรม ประกอบด้วย

  1. นัก วิชาการหรือนักวิจัยภูมิภาค และนักวิชาการ สสจ. ที่เข้าร่วมโครงการวิจัยประเมินผลจังหวัดปลอดบุหรี่ 10 จังหวัด (ภาคเหนือ ได้แก่ เชียงราย น่าน และแม่ฮ่องสอน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ ขอนแก่น เลย หนองบัวลำภู และร้อยเอ็ด ภาคใต้ ได้แก่ ปัตตานี กระบี่ และนราธิวาส) จังหวัดละ 2 คน
  2. นัก วิชาการหรือนักวิจัยภูมิภาคและนักวิชาการ สสจ. ที่เข้าร่วมโครงการจังหวัดปลอดบุหรี่ ภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ 5 จังหวัด (สุราษฎร์ธานี เชียงใหม่ จันทบุรี สุโขทัย พิษณุโลก และพื้นที่พิเศษเกาะสมุย) จังหวัดละ 2 คน

กิจกรรมประกอบด้วย
บรรยาย ทางวิชาการ, สาธิตการใช้เครื่องมือในการคำนวณต้นทุน, กิจกรรมปฏิบัติการใช้ข้อมูลประมาณต้นทุน, การนำเสนอผลงานในรูปแบบข่าว (Press release)

ผู้รับผิดชอบโครงการ
โครงการ พัฒนาการดำเนินการจัดทำเครื่องชี้วัดภาระโรคและปัจจัยเสี่ยงของประเทศไทย (Burden of Disease) สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศร่วมกับศูนย์วิจัยและจัดการความรู้ เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.)

งบประมาณ
ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) มหาวิทยาลัยมหิดล ได้รับการสนับสนุนจาก สสส.

ผลที่คาดว่าจะได้รับ
เข้าใจและสามารถนำเครื่องมือในการคำนวณต้นทุนไปใช้ในการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ต้นทุนแต่ละจังหวัดได้

บรรณานุกรม
Bundhamcharoen K., Aungulanon S., Makka N. et al. 2012. โครงการพัฒนาการดำเนินการจัดทำเครื่องชี้วัดภาระโรคและปัจจัยเสี่ยงของ ประเทศไทย (Burden of Disease). Economic Burden from Smoking Related Diseases in Thailand in 2009. National burden of disease program, International Health Policy Program.

 เอกสารสำหรับดาวน์โหลด

  1. ระเบียบวิธีวิเคราะห์ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์จากการบริโภคยาสูบ 
  2. Literature Review-Economic Costs of Smoking 
  3. การประเมินความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากการสูบบุหรี่ 
  4. การประยุกต์ข้อมูลต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์จากการบริโภคยาสูบระดับประเทศสู่จังหวัด 
  5. หลักการเขียนข่าว 
  6. ตัวอย่างการเขียนข่าวระดับจังหวัด 
  7. คู่มือการวิเคราะห์ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ระดับจังหวัด 

TH nosmoke54สถานการณ์การบริโภคยาสูบรายจังหวัด
ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ วิเคราะห์ข้อมูลจาก การสำรวจพฤติกรรมการสูบบุหรี่และการดื่มสุรา พ.ศ.2554 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า

  • 10 จังหวัดแรกที่มีอัตราการสูบบุหรี่ปัจจุบันสูงสุด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน สตูล ปัตตานี ระนอง นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ขอนแก่น กาญจนบุรี ตรัง และหนองบัวลำภูตามลำดับ
  • จังหวัดที่มีอัตราการสูบบุหรี่ต่ำสุด คือ นนทบุรี จากเดิม ที่จังหวัดกรุงเทพฯ เคยมีอัตราการสูบบุหรี่ต่ำสุดในปีพ.ศ.2550

ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) ได้ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ (HISO) จัดทำแผนที่แสดงแผนที่ข้อมูลอัตราการสูบบุหรี่ Download ได้ที่นี่

พระราชบัญญัติคุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ พ.ศ.2535

กฎหมายโลก

กรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบ (WHO Framework Convention on Tobacco Control : FCTC) 

ผลการประเมินสมรรถนะในการควบคุมยาสุบและปัญหาที่ท้าทาย

ปัญหาท้าทาย ต่อการทำงานควบคุมยาสูบของประเทศไทย ได้แก่

  • โครงสร้างภาษีที่ไม่มีประสิทธิภาพในการป้องกันนักสูบหน้าใหม่
  • ข้อตกลงการเจรจาการค้าเสรีที่เพิ่มการแข่งขันบุหรี่และเปิดช่องว่างให้อุตสาหกรรมยาสูบแทรกแซงนโยบายควบคุมยาสูบได้จากกติกาการค้าเป็นข้ออ้าง
  • อุตสาหกรรมยาสูบมีกลยุทธ์ใหม่ๆทางการตลาด
  • การบังคับใช้กฎหมายที่ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร
  • การที่รัฐดำเนินกิจการโรงงานยาสูบเองทำให้มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับการเห็นประโยชน์ต่อสุขภาพ
  • การที่ผู้สูบบุหรี่ส่วนใหญ่ อยู่ในกลุ่มผู้ด้อยโอกาส มีการศึกษาน้อย อยู่ในชนบท และยากจน มีการเลิกบุหรี่น้อย ในขณะที่ความเป็นเมือง เสริมให้เยาวชนในต่างจังหวัดเริ่มสูบบุหรี่ซองมากขึ้น เพราะราคาถูก
  • ข้อเสนอแนะในการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินมาตรการที่เจาะจงผลสัมฤทธิ์ต่อกลุ่มเป้าหมาย “3 ลด 3 เพิ่ม”

3 ลด คือ

  1. การลดนักสูบหน้าใหม่ (อายุ 15-18 ปี, 19-24 ปี) ทั้งเพศชายและหญิง ควรมีมาตรการที่เฉพาะเจาะจง เช่นการขึ้นภาษีตามสภาพจนถึงจุดที่ราคาบุหรี่เป็นอุปสรรคในการเข้าถึงยาสูบของเยาวชน และการปราบบุหรี่เถื่อนราคาถูกใกล้สถานศึกษา (มาตรการลดนักสูบหน้าใหม่อายุ 15-18 ปี, 19-24 ปี รวมทั้ง มาตรการที่ไม่ให้ผู้สูบหน้าใหม่กลายมาเป็นผู้สูบประจำ) และควรมีมาตรการเจาะจงสำหรับเพศชายอย่างเข้มข้น ทั้งการป้องกันนักสูบหน้าใหม่ การช่วยเลิกบุหรี่และการป้องกันการกลับไปสูบซ้ำ
  2. ลดจำนวนผู้สูบเดิมในเขตชนบท โดยเฉพาะผู้บริโภคยาเส้น อายุระหว่าง 15-44 ปี โดยทำให้กลุ่มคนเหล่านี้สามารถเข้าถึงระบบบริการเลิกบุหรี่ได้อย่างทั่วถึง
  3. ลดควันบุหรี่มือสองในที่ทำงาน สถานที่สาธารณะ และในบ้าน ทั้งในเมืองและในชนบท

3 เพิ่ม คือ

  1. เพิ่มกลไกการป้องกันอุตสาหกรรมยาสูบแทรกแซงนโยบายควบคุมยาสูบของรัฐ
  2. เพิ่มผู้ขับเคลื่อนการควบคุมยาสูบในระดับพื้นที่ จังหวัดและท้องถิ่น
  3. เพิ่มนวัตกรรมการดำเนินงานควบคุมยาสูบ และการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ทั้งในงานวิจัยและการทำงานเชิงปฏิบัติการใน พื้นที่และในชุมชน


ที่มา ศิริวรรณ พิทยรังสฤษฏ์, ประภาพรรณ เอี่ยมอนันต์, ปวีณา ปั้นกระจ่าง และกุมภการ สมมิตร. สรุปสถานการณ์การควบคุมการบริโภคยาสูบ ประเทศไทย พ.ศ.2555. ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.). 2555.

องค์กรภาคีที่ดำเนินงานควบคุมยาสูบในประเทศไทย
การดำเนินงานควบคุมยาสูบภายใต้กรอบอนุสัญญาของประเทศไทยนั้น มีหลายองค์กรที่ดำเนินงานควบคุมยาสูบทั้งภาครัฐและองค์กรพัฒนาเอกชน (ตารางที่ 6) ซึ่งมีการเพิ่มจำนวนเครือข่ายมากขึ้น โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สสส. (แผน 1) ทำหน้าที่ในการเชื่อมโยงเครือข่าย ดังรูปที่ 6

ดาวน์โหลดเอกสาร 

กลยุทธ์การตลาดของอุตสาหกรรมยาสูบ
ศจย. ได้มอบหมายให้ ผศ.ดร.ปิยะรัตน์ นิ่มพิทักษ์พงศ์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ทำงานร่วมกับมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ และเครือข่ายนักรณรงค์เพื่อการควบคุมการบริโภคยาสูบแห่งเอเชียอาคเนย์ (Southeast Asia Tobacco Control Alliance: SEATCA) จัดตั้งเครือข่ายศึกษาและเฝ้าระวังอุตสาหกรรมยาสูบในประเทศไทย จากการศึกษาเบื้องต้นพบว่าโรงงานยาสูบมีค่าใช้จ่ายการตลาด 20 ล้านบาทต่อปี และมีค่าใช้จ่ายเพื่อกิจกรรมทางสังคม 206 ล้านบาท ในปี พ.ศ.2551 ส่วนข้อมูลของบริษัทข้ามชาติ ข้อมูลไม่ชัดเจน

บริษัทยาสูบและส่วนแบ่งการตลาด
โรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง เป็นผู้ผลิตบุหรี่ซิกาแรตรายเดียวในประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2482 และในปี พ.ศ.2536 มีสัดส่วนการตลาดถึง 87%1 และลดลงมาเป็น 78.9% ในปีพ.ศ.25502 นอกนั้น เป็นส่วนแบ่งการตลาดของบริษัทข้ามชาติเช่น

  1. บริษัท ฟิลลิป มอริส (ไทยแลนด์) จำกัด (มีส่วนแบ่งการตลาด ประมาณ 20 %)
  2. บริษัท บริติชอเมริกัน โทแบคโค (ประเทศไทย) จำกัด
  3. บริษัท เจ.ที. อินเตอร์แนชั่นแนล จำกัด
  4. บริษัท ดี.อี.เอส มาร์เก็ตติ้ง จำกัด
  5. บริษัท โอเรียนท์ แอนด์ เอท แฮปพิเนซ ซิกาแรต จำกัด
  6. บริษัท โกลด์ ซอส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เป็นต้น


แนวโน้มส่วนแบ่งการตลาดของบริษัทนำเข้ามีแนวโน้มที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้เกิดจากความนิยมในบุหรี่ต่างประเทศและแบรนด์ที่มีความนิยมมากกว่า3 รวมถึงการที่ราคาบุหรี่ที่ผลิตโดยโรงงานยาสูบกับบุหรี่นำเข้าไม่แตกต่างกันมากเนื่องจากภาษีศุลกากรที่ต่ำมาก เนื่องมาจากสาเหตุต่างๆ รวมถึงการแจ้งราคานำเข้าที่ต่ำซึ่งส่วนใหญ่ไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลราคานำเข้าที่แท้จริงได้ และผลจากการเจรจาทางการค้าระหว่างประเทศ เช่น

การเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียนหรืออาฟต้า (AFTA, ASEAN Free Trade Area) ทำให้ภาษีนำเข้าลดเหลือ 5% ตั้งแต่ปี 2546 และจะลดลงเหลือ 0% ในปี พ.ศ.2553
การเจรจาการค้าทวิภาคีระหว่างไทย-อินเดีย ไทยลดอัตราภาษีนำเข้าบุหรี่ (22.5%และยาสูบ (60%) ที่ผลิตในอินเดียจาก เป็น 0% ในปี พ.ศ.2549
การเจรจาการค้าทวิภาคีระหว่างไทย-จีน ไทยลดอัตราภาษีนำเข้าบุหรี่ (22.5%) และยาสูบที่ผลิตในจีนจาก 60% เป็น 0% ในปี 2553 จะมีผลให้บุหรี่นำเข้ายิ่งราคาถูกลง 4

Coverstobaccoinfo2010สถานการณ์การเพาะปลูกยาสูบในประเทศไทย

พื้นที่ปลูกยาสูบในฤดูกาลผลิตปี พ.ศ.2551/2552 ของประเทศไทยจากการรายงานของกรมสรรพสามิต พบว่า ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกยาสูบรวม 207,147 ไร่ แบ่งเป็น พื้นที่ปลูกยาสูบพันธุ์เวอร์ยิเนีย 67,977 ไร่ พันธุ์เบอร์เล่ย์ 78248 ไร่ และพันธุ์เตอร์กิช 60,922 ไร่
จังหวัดที่มีการปลูกยาสูบตามรายงานของกรมสรรพสามิต มีจำนวน 30 จังหวัด คือ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แพร่ พะเยา ลำปาง ลำพูน น่าน แม่ฮ่องสอน หนองคาย นครพนม สุโขทัย เพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ บุรีรัมย์ มหาสารคาม มุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ สกลนคร หนองบัวลำพู อำนาจเจริญ อุดรธานี อุบลราชธานี นครราชสีมา และเลย จังหวัดที่มีพื้นที่เพาะปลูกยาสูบมากที่สุดอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือ ร้อยเอ็ด และมีผู้เพาะปลูกยาสูบหรือชาวไร่ มากที่สุดจำนวน 16,834 ราย ส่วนจังหวัดที่มีปริมาณการผลิต (รับซื้อ) มากที่สุด คือ จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยมีปริมาณการผลิต 19,860,839 กิโลกรัม

โรงงานยาเส้นจากข้อมูลสำรวจของสำนักงานเกษตรจังหวัด พบว่า มีถึง 800 กว่าแห่งดังนี้

  • จังหวัดเชียงใหม่ มีโรงงานผลิตยาสูบพื้นบ้าน หรือขี้โย จำนวน 10 แห่ง มีลักษณะเป็น อุตสาหกรรมในครัวเรือนที่ใช้แรงงานคนเป็นหลัก
  • จังหวัดพะเยา มีโรงงานผลิตยาเส้น จำนวน 800 แห่ง ซึ่งมีลักษณะเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือนที่ใช้แรงงานคนเป็นหลัก
  • จังหวัดสุโขทัย มีโรงงานผลิตยาเส้น จำนวน 2 แห่ง ซึ่งมีลักษณะเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือน ที่ใช้แรงงานคนเป็นหลัก
  • จังหวัดนครพนม มีโรงงานผลิตยาเส้น จำนวน 1 แห่ง
  • จังหวัดลพบุรี มีโรงงานผลิตยาเส้น จำนวน 9 แห่ง ซึ่งมีลักษณะเป็นอุตสาหกรรมใน ครัวเรือน ที่ใช้แรงงานคนเป็นหลัก

โดยสรุป ข้อมูลการเฝ้าระวังพื้นที่ปลูกยาสูบยังมีข้อจำกัด จะต้องมีการพัฒนาต่อไป

เอกสารสรุปสถานการณ์การควบคุมการบริโภคยาสูบ ประเทศไทย 2552


ดาวน์โหลดฉบับเต็ม 

Situation 2011 cover Front 

สรุปสถานการณ์การบริโภคยาสูบรายจังหวัด พ.ศ.2550

หลักการและเหตุผล
การสำรวจสถานการณ์การบริโภคยาสูบของประชากรไทย ภายใต้การดำเนินการของสำนักงานสถิติแห่งชาติ (National Statistics Office : NSO) โดยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการสำรวจพฤติกรรมการสูบบุหรี่และสุรา พ.ศ.2550 สามารถวิเคราะห์ผลเป็นรายจังหวัดได้เนื่องจากมีการสุ่มตัวอย่างที่สามารถ เป็นตัวแทนระดับจังหวัดได้ ดังนั้นศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) มหาวิทยาลัยมหิดล จึงได้นำฐานข้อมูลรายบุคคลซึ่งเป็นข้อมูลดิบ (Raw data) มาวิเคราะห์ใหม่เพื่อแสดงผลเป็นรายจังหวัด เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครอบคลุม ทุกแง่มุม และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการวางแผนการควบคุม กำกับ และเฝ้าระวังการบริโภคยาสูบในระดับจังหวัดอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป


วัตถุประสงค์

เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์การบริโภคยาสูบของประชากรไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป ปี พ.ศ.2550 โดยจำแนกตามปัจจัยพื้นฐาน ได้แก่ ลักษณะทางประชากร เขตการปกครอง โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประเด็นดังนี้

  • อัตราการสูบบุหรี่
  • ปริมาณการสูบบุหรี่
  • อายุเริ่มเต้นสูบบุหรี่

รวมถึงประเด็นอื่นๆ ได้แก่ อัตราการเลิกบุหรี่ ประเภทบุหรี่ อัตราการสูบบุหรี่ภายในบ้าน การรับรู้กฎหมาย ค่าใช้จ่ายในการสูบบุหรี่
ดาวน์โหลดเอกสารฉบับเต็ม 

เอกสารสรุปสถานการณ์การควบคุมการบริโภคยาสูบ ประเทศไทย 2550  (แยกรายจังหวัด)

ภาคเหนือ มี 9 จังหวัด
ภาคตะวันออก มี 7 จังหวัด
จังหวัดเชียงราย  
จังหวัดจันทบุรี 
จังหวัดเชียงใหม่ 
จังหวัดฉะเชิงเทรา 
จังหวัดน่าน 
จังหวัดชลบุรี 
จังหวัดพะเยา 
จังหวัดตราด   
จังหวัดแพร่ 
จังหวัดปราจีนบุรี 
จังหวัดแม่ฮ่องสอน 
จังหวัดระยอง 
จังหวัดลำปาง 
จังหวัดสระแก้ว 
จังหวัดลำพูน 

จังหวัดอุตรดิตถ์ 
ภาคตะวันตก มี 5 จังหวัด


จังหวัดกาญจนบุรี 
ภาคใต้ มี 14 จังหวัด
จังหวัดตาก 
จังหวัดกระบี่ 
จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 
จังหวัดชุมพร 
จังหวัดเพชรบุรี 
จังหวัดตรัง 
จังหวัดราชบุรี 
จังหวัดนครศรีธรรมราช 

จังหวัดนราธิวาส 

จังหวัดปัตตานี 
ภาคกลาง มีกรุงเทพมหานคร และอีก 21 จังหวัด
จังหวัดพังงา 
กรุงเทพมหานคร 
จังหวัดพัทลุง 
จังหวัดกำแพงเพชร 
จังหวัดภูเก็ต 
จังหวัดชัยนาท 
จังหวัดระนอง 
จังหวัดนครนายก 
จังหวัดสตูล 
จังหวัดนครปฐม 
จังหวัดสงขลา 
จังหวัดนครสวรรค์ 
จังหวัดสุราษฎร์ธานี 
จังหวัดนนทบุรี 
จังหวัดยะลา 
จังหวัดปทุมธานี 


จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มี 19 จังหวัด
จังหวัดพิจิตร 
จังหวัดกาฬสินธุ์ 
จังหวัดพิษณุโลก 
จังหวัดขอนแก่น 
จังหวัดเพชรบูรณ์ 
จังหวัดชัยภูมิ 
จังหวัดลพบุรี 
จังหวัดนครพนม 
จังหวัดสมุทรปราการ 
จังหวัดนครราชสีมา 
จังหวัดสมุทรสงคราม 
จังหวัดบุรีรัมย์ 
จังหวัดสมุทรสาคร 
จังหวัดมหาสารคาม 
จังหวัดสิงห์บุรี 
จังหวัดมุกดาหาร 
จังหวัดสุโขทัย 
จังหวัดยโสธร 
จังหวัดสุพรรณบุรี 
จังหวัดร้อยเอ็ด 
จังหวัดสระบุรี 
จังหวัดเลย 
จังหวัดอ่างทอง 
จังหวัดสกลนคร 
จังหวัดอุทัยธานี 
จังหวัดสุรินทร์ 

จังหวัดศรีสะเกษ 

จังหวัดหนองคาย 

จังหวัดหนองบัวลำภู 

จังหวัดอุดรธานี 

จังหวัดอุบลราชธานี 

จังหวัดอำนาจเจริญ 
 

หมายเหตุ : สามารถติดต่อข้อมูลได้ที่ This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. 

Page 1 of 2

ติดต่อสำนักงาน

วิทยาเขตราชวิถี มหาวิทยาลัยมหิดล 420/1 อาคารอเนกประสงค์ ชั้น 5 ถ.ราชวิถี เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400

© Copyright TRC 2018. Design by TRC