Thursday, 09 August 2018 11:36

บุหรี่ไฟฟ้า ทำไมต้องแบน?

Rate this item
(0 votes)

บุหรี่ไฟฟ้า ทำไมต้องแบน? ในรอบ 4-5 ปี “บุหรี่ไฟฟ้า” ได้รับความนิยมทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชน เช่นเดียวกับไทยที่บุหรี่ไฟฟ้าแพร่หลายกันมากในหมู่วัยรุ่นจนกลายเป็นเทรนด์ ซึ่งระหว่างนี้หลายวงการยังถกเถียงกันว่า แท้จริงแล้วบุหรี่ไฟฟ้าปลอดภัยกว่าบุหรี่แบบเดิมหรือไม่

ล่าสุด ในงานประชุมวิชาการบุหรี่กับสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 17 เรื่อง บุหรี่ทำร้ายหัวใจและหลอดเลือด จัดโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมการยาสูบ (ศจย.) และภาคีเครือข่ายควบคุมยาสูบ มีเวทีสัมมนาในหัวข้อน่าสนใจ เรื่อง “ผลิตภัณฑ์ยาสูบรูปแบบใหม่ ทำไมต้อง Ban (แบน)” มี ดร.เคิร์สติน ช็อตต์ เจ้าหน้าที่ด้านการแพทย์ แผนกป้องกันโรคไม่ติดต่อ องค์การอนามัยโลก ผศ.ดร.ศรีรัช ลอยสมุทร อาจารย์ประจำสาขาสื่อสารการตลาดดิจิทัล วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต นายสิรธีร์ พจน์จิราภรณ์ นักสืบสวนสอบสวนชำนาญการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และ นายกฤษฎาบัณ ปานโท้ นิติกรปฏิบัติการ กรมควบคุมโรค ร่วมอภิปราย

ดร.เคิร์สติน ช็อตต์

ดร.เคิร์สติน เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์ยาสูบมีวิวัฒนาการมาเป็น 100 ปี กว่าจะกลายมาเป็นบุหรี่ก้นกรองได้ ใช้เวลานานมาก เช่นเดียวกับมนุษย์จะเรียนรู้และพิสูจน์ได้ว่าบุหรี่มีสารก่อมะเร็งก็ใช้เวลากว่า 60 ปี ฉะนั้น อย่าเพิ่งรีบด่วนสรุปในเวลาอันสั้นว่า บุหรี่รุ่นใหม่ทั้งหลายจะปลอดภัย สำหรับบุหรี่ไฟฟ้าถูกคิดค้นครั้งแรกเมื่อปี 1963 ต่อมาหยุดการพัฒนา เพราะติดปัญหาด้านเงินทุน ประกอบกับเป็นเรื่องใหม่ไม่มีผู้สนใจมากนัก

“ความตั้งใจของผู้คิดค้นคือ อยากเห็นผลิตภัณฑ์ยาสูบปลอดภัยต่อคนใช้ แต่มีคำถามว่า เมื่อเข้าสู่ท้องตลาดจะปลอดภัยจริงหรือไม่ เพราะนอกจากเป็นพิษภัยด้านสุขภาพแล้ว ในแง่ความมั่นคงด้านสังคมล้วนเกี่ยวโยงกัน โดยข้อพิสูจน์พบบุหรี่ไฟฟ้าสัมพันธ์กับอายุผู้เริ่มสูบบุหรี่มีอายุน้อยลง เพิ่มความเสี่ยงของการใช้บุหรี่แบบเดิมในกลุ่มเยาวชนมากขึ้น โดยประเทศเปิดเสรีพบเยาวชนช่วงอายุ 13-15 ปี เท่านั้น และพบว่าผู้ที่เคยใช้บุหรี่ไฟฟ้ามีโอกาสหันมาใช้บุหรี่แบบเดิมมากกว่าถึง 3.5 เท่าของกลุ่มที่ไม่เคยสูบบุหรี่ไฟฟ้ามาก่อน สิ่งหนึ่งที่กลุ่มเยาวชนหันมาสูบบุหรี่ไฟฟ้ามากขึ้น เพราะผลิตภัณฑ์ดึงดูดใจสำหรับการเริ่มสูบบุหรี่” ดร.เคิร์สตินกล่าว

ดร.เคิร์สติน ยังเล่าว่า ปัจจุบันบุหรี่ไฟฟ้าจัดเป็นอุปกรณ์นำส่งนิโคตินด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Nicotine Delivery System: ENDs) แบ่งเป็น ระบบเปิด (Closed Vaping Systems) ใช้ไฟจุดธรรมดา พิษภัยสูง ระบบเปิด (Open Vaping Systems) ปัจจุบันกลายเป็นผลิตภัณฑ์ยาสูบผ่านความร้อนระบบเปิด (Heated Tobacco Products: HTPs) จะสัมผัสในลำคอเหมือนบุหรี่ทั่วไป และรุ่นใหม่เรียกว่า “ฮ็อตน็อตเบิร์น” (Hot not burn tobacco product: HBN) ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างบุหรี่รุ่นแรกกับบุหรี่ไฟฟ้า ไม่ใช้น้ำยาเติม เป็นบุหรี่มวลสั้นลง แต่ไม่มีก้นกรองและนำมาเสียบกับตัวฮีตเตอร์ (Heater) อุปกรณ์บุหรี่ไฟฟ้าสามารถเสียบปลั๊กชาร์จไฟได้ ฮีตเตอร์ทำหน้าที่ให้ความร้อนในก้นกรองเพียง 300 องศาเซลเซียส น้อยกว่าบุหรี่ชนิดก้นกรองที่ใช้ความร้อน 600 องศาฯ จึงเคลมว่าบุหรี่ไฟฟ้าปลอดภัย

“อย่างไรก็ตาม แม้จะมีอัตราความเสี่ยงน้อยกว่าผลิตภัณฑ์ชนิดเดิม แต่หลักฐานที่มีอยู่ยังไม่หนักแน่น ยังไม่ใช่เครื่องมือช่วยเลิกบุหรี่ได้ คำกล่าวอ้างที่ว่าน่าจะมีความปลอดภัยน้อยกว่า แปลว่า อันตรายน้อยกว่า จึงไม่ได้แปลว่า ปลอดภัย (Safer but not safe) เพราะจำนวนสารพิษและสารก่อมะเร็งครบถ้วนไม่ต่างกับบุหรี่ชนิดเดิม อาจมีสารพิษชนิดใหม่ที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ มีความแตกต่างกันที่ระดับเข้มข้นอย่างเดียว จึงอย่ารีบด่วนสรุปว่าปลอดภัย” ดร.เคิร์สตินระบุ

ส่วน ผศ.ดร.ศรีรัช กล่าวถึงเหตุผลที่ต้องแบนผลิตภัณฑ์ยาสูบแบบใหม่ว่า ปัจจุบันโลกออนไลน์กลายเป็นตลาดขายบุหรี่ ต่างจากอดีตการโฆษณาสื่อสารทางการตลาดบุหรี่ มักจะเชิญชวนให้สูบบุหรี่โดยตรง เท่าที่ทราบกันว่าผลิตภัณฑ์ถูกพัฒนาขึ้นหลายรุ่น ตั้งแต่บุหรี่มวน มาสู่บารากุ ที่ได้รับความนิยมราว 4-5 ปี ก่อนพัฒนาให้เลือกใช้อีกหลายรุ่น

“ถามว่าทำไมต้องแบนบุหรี่ไฟฟ้า เพราะขณะนี้มีจำหน่ายมากในโลกออนไลน์ ทั้งเฟซบุ๊ก ไลน์ เว็บไซต์ อินสตาแกรมและทวิตเตอร์ รวมถึงสื่ออื่น บุหรี่ไฟฟ้าใช้ทุกกลยุทธ์ในโซเชียลมีเดียเพื่อโปรโมตสินค้า อาทิ ใช้พรีเซ็นเตอร์ในการโปรโมตและโฆษณา การรีวิวจากลูกค้าหรือหน้าม้าเพื่อส่งเสริมการขายและกระตุ้นการตัดสินใจในการซื้อขายสินค้า การเปิดช่องทางเพื่อโปรโมตสินค้าบุหรี่ไฟฟ้า-บารากุไฟฟ้า ในยูทูบและสื่ออื่น เช่น จัดรายการรีวิวผลิตภัณฑ์โดยมีผู้ดำเนินรายการคนเดียวกับเจ้าของรายการ ไม่เพียงเท่านั้นโลกออนไลน์ยังชี้นำไลฟ์สไตล์ใหม่ให้กับวัยรุ่น เช่น สอนเทคนิคเล่นควัน ล้วนมีช่องทางการสื่อสารอย่างไร้ขีดจำกัด” ผศ.ดร.ศรีรัชกล่าว

นอกจากนี้ ผศ.ดร.ศรีรัชกล่าวว่า ต้องยอมรับว่าบุหรี่ไฟฟ้าหาซื้อได้ง่ายตามตลาดนัด หรือแหล่งช้อปปิ้งที่วัยรุ่นนิยม ขณะที่รูปลักษณ์ของผลิตภัณฑ์น่าดึงดูดใจ ชวนทดลอง การขายในโซเชียลที่สามารถโอนเงินผ่านแอพพลิเคชั่น และวิธีการจัดส่งสินค้าสมัยใหม่ ทำให้เข้าถึงสินค้าได้อย่างรวดเร็ว แต่กฎหมายในปัจจุบันยังไม่สามารถควบคุมได้ หรือแม้ติดตามได้ แต่มีกระบวนการทางกฎหมายล่าช้า

ด้านนายกฤษฎาบัณ กล่าวว่า บุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมาย 3 ฉบับ ได้แก่ 1.ประกาศกระทรวงพาณิชย์ ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การส่งออกไปนอกและนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ.2522 โดยบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าต้องห้ามนำเข้า ให้รวมถึงสาร สารกัด หรือสิ่งอื่นใดใช้เป็นแหล่งกำเนิดควันหรือละอองไอน้ำ รวมถึงเป็นสินค้าต้องห้ามนำผ่านราชอาณาจักร โดยให้บารากุ และบารากุไฟฟ้า หรือบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าห้ามนำผ่านราชอาณาจักร 2.คำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคที่ 9/2558 ลงวันที่ 38 มกราคม 2558 ห้ามขายหรือห้ามให้บริการบารากุ บารากุไฟฟ้า บุหรี่ไฟฟ้า รวมถึงตัวยาบารากุและน้ำยาสำหรับเติมบารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้าด้วย ซึ่งตามกฎหมายอาจไม่ระบุชัดว่าครอบครองบุหรี่ไฟฟ้าเป็นความผิด และ 3.พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ระบุว่าห้ามผู้ใดนำบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งเป็นของต้องห้ามถ่ายลำ นำผ่าน นำเข้ามาในราชอาณาจักร เนื่องจากเป็นสินค้าห้ามนำเข้า ซึ่งไม่ผ่านการเสียภาษี จึงใช้กฎหมายฉบับนี้ดำเนินการได้ กลับกันบุหรี่ไฟฟ้ากลับไม่เป็นผลิตภัณฑ์ยาสูบตาม พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560

“แต่อีกไม่นานบุหรี่ไฟฟ้าจะถูกควบคุม เพราะกฎหมายเปิดช่องว่างในมาตรา 34 ระบุว่าผลิตภัณฑ์ที่ใช้บริโภค โดยใช้วิธีการสูบที่เป็นอันตรายตามรัฐมนตรีกำหนด ซึ่งปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) อยู่ระหว่างศึกษากฎหมาย เนื่องจากสถานการณ์บุหรี่ไฟฟ้าถูกนำเข้าผิดกฎหมายและแพร่หลายในไทยมากขึ้น ยอมรับว่าการใช้กฎหมายจำกัดในการโปรโมตสินค้า หรือรับรีวิวในโซเชียลมีเดียเป็นช่องว่างของกฎหมาย เพราะทุกฉบับไม่ได้ระบุห้ามโฆษณาสินค้า เพียงกำหนดห้ามนำเข้าและผ่านภายในประเทศ ยกเว้นการโปรโมตเพื่อขายสินค้า แต่ในอนาคต หากบุหรี่ไฟฟ้าถูกจัดอยู่ใน พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบฯ ก็จะสามารถอุดช่องว่างดังกล่าวได้” นายกฤษฎาบัณกล่าว

ขณะที่นายสิรธีร์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา สคบ.พยายามปราบปรามสินค้า ตามคำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคที่ 9/2558 กำหนดห้ามขายหรือห้ามให้บริการบารากุ บารากุไฟฟ้า บุหรี่ไฟฟ้า รวมถึงตัวยาบารากุและน้ำยาสำหรับเติมบารากุไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้าด้วย แม้การปราบปรามดำเนินต่อเนื่อง ทว่าอัตรากำลังเจ้าหน้าที่มีจำกัด ทำให้ สคบ.จัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจ เป็นหน่วยงานพิเศษแบ่งภารกิจเจ้าหน้าที่ตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการในกระบวนการสืบเสาะ แฝงตัว ตรวจสอบ กระทั่งนำไปสู่การจับกุม ขณะเดียวกัน มีความพยายามเข้าควบคุมทางเว็บไซต์ แต่กระบวนการติดตามตัวทำได้ยาก เพราะผู้ใช้บัญชีแอคเคาท์บางส่วนกลับไม่ได้อาศัยอยู่ในประเทศไทย ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ นอกจากนี้ มีข้อมูลจากการเข้าจับคุมร้านอาหารที่ลักลอบให้บริการบารากุ พบเยาวชนอายุ 12 ปีเท่านั้น เข้าไปใช้บริการ อีกทั้งจากข้อมูล สคบ.เห็นว่านักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศไทย ส่วนใหญ่ยังไม่ทราบว่าประเทศไทยห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า ดังนั้น จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสื่อสารและประชาสัมพันธ์ข้อมูลนี้ให้ทั่วถึง

และนี่คือที่มาของคำถามที่ว่า “บุหรี่ไฟฟ้า” ทำไมต้องแบน!

เผยแพร่ วันที่ 4 สิงหาคม 2561
Credit : https://www.matichon.co.th/local/quality-life/news_1071403

Read 314 times

ติดต่อสำนักงาน

คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โรงเรียนเรวดี 108 ถนนประดิพัทธ์ แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 10400

© Copyright TRC 2018. Design by TRC