รายงานกิจกรรม

ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ

เมนูหลัก ศจย.

Thursday, 22 February 2018 09:34

สรุปการประชุมเสวนา เรื่อง “ปัจจุบันและอนาคตธุรกิจยาสูบของไทย”

Rate this item
(0 votes)

สรุปการประชุมเสวนา เรื่อง “ปัจจุบันและอนาคตธุรกิจยาสูบของไทย
สรุปการประชุม : การบรรยายในหัวข้อ : “ประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อป้องกันการแปรรูปรัฐวิสาหกิจยาสูบของไทย

นพ.หทัย ชิตานนท์ ประธานสถาบันส่งเสริมสุขภาพไทยกล่าวว่า 33 ปีมาแล้วที่บริษัทบุหรี่ข้ามชาติได้พยายามเข้ามายึดครองการผลิตบุหรี่ในประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ.2528 เป็นต้นมาโดยส่งผู้แทนมาเจรจากับกระทรวงต่างประเทศ ซึ่งก็ส่งเรื่องต่อให้กระทรวงการคลังพิจารณา ดังนั้นจึงเกิดประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อป้องกันการแปรรูปรัฐวิสาหกิจยาสูบของไทย ดังนี้

  • สิงหาคม 2540 ประเทศไทยและหลายประเทศประสบภาวะเศรษฐกิจทรุดอย่างรุนแรง จนรัฐบาลต้องขอกู้เงิน 17,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) นพ.หทัย ได้เฝ้าระวังและตรวจสอบจดหมายแสดงเจตจำนง (Letter of Intent-LOIT) จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของไทยถึง ผ.อ. IMF ในขณะนั้น และพบว่าใน LOITฉบับที่ 5 (25 สิงหาคม 2541) ได้ปรากฎข้อความว่า “Complete study outlining strategic options for Tobacco Monopoly”
  • ตุลาคม 2541นพ.หทัย ได้ส่งเอกสารเรื่อง ‘Denationalization of Thailand Tobacco Monopoly’ ไปให้มิตรสหายนักชี้แนะการควบคุมยาสูบคนสำคัญของโลกหลายคน จนนายโรเบิรต ไวสแมน บรรณาธิการนิตยสาร Multinational Monitor ได้เสนอเรื่องต่อจนเป็นผลให้วุฒิสมาชิก 3 คน และสมาชิกสภาผู้แทนสหรัฐ 14 คน ได้ลงนามในหนังสือถึงนายมิเชล กองเดอซู ผู้อำนวยการ IMF แสดงความห่วงใยที่ไอเอ็มเอฟ สนับสนุนให้มีการแปรรูป โรงงานยาสูบ (รยส.) ซึ่งจะทำให้เกิดผลเสียต่อสาธารณสุข
  • 14 ธันวาคม 2541นพ.หทัย ได้ส่งหนังสือถึง Mr. James Wolfensohnประธานธนาคารโลก ขอให้ธนาคารแจ้ง IMF ให้เปลี่ยนนโยบายในเรื่องสนับสนุนการลงทุน ในอุตสาหกรรมยาสูบ และธันวาคม 2541 สถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย เชิญสมาคมผู้เพาะปลูกและผู้ค้าใบยาสูบ 5 จังหวัดและสมาคมรัฐวิสาหกิจ รยส. ร่วมแถลงข่าวแก่สื่อมวลชนค้านการแปรรูป รยส.
  • มกราคม 2542ผอ.ธนาคารโลกประจำประเทศไทย มีหนังสือตอบประธาน สสท. ขอร่วมความเป็นห่วงในเรื่องสุขภาพซึ่งเป็นผลจากการแปรรูป มีนาคม 2542นพ.หทัย ได้แถลงแจ้งข่าวไปยังเครือข่าย Globalinkว่ารัฐมนตรีคลังของไทยแถลงทางโทรศัพท์ว่าจะยังคงดำเนินเรื่องการแปรรูป รยส. ก็ได้เริ่มมีผู้ส่งอีเมล์มาเรียนรัฐมนตรีคลังของไทยเป็นจำนวนมาก หนึ่งในอีเมล์กลุ่มแรกๆ มาจาก ดร.คอนสแตติน คราซอฟสกี้ จากยูเครน ผู้ซึ่งแจ้งผลงานวิจัย ซึ่งท่านได้รับทุนจากธนาคารโลกว่าการแปรรูปให้ประโยชน์แก่นักลงทุนมากกว่าประเทศ
  • 6 มีนาคม 2545 รองนายกฯ และรมว.กระทรวงการคลัง นายสมคิด จาตุรศรีพิทักษ์ ตรวจเยี่ยม รยส.และให้สัมภาษณ์ว่าจะแปรรูป รยส.ต่อไป 11 มีนาคม 2545นพ.หทัย จึงได้ติดต่อสื่อมวลชนและได้รับการสนับสนุนให้เสนอข่าวบนหน้าปกหนังสือพิมพ์ 17 มีนาคม 2545 รองนายกฯ สมคิด จาตุรศรีพิทักษ์ และรมช.สาธารณสุข นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ได้เข้ามาพบนพ.หทัย ที่บ้านและขอร้องให้นพ.หทัย ยุติการคัดค้านการแปรรูป รยส. แต่ นพ.หทัย ไม่ยินยอมทำตามคำขอร้องดังกล่าว
  • 9 กรกฎาคม 2545 คณะกรรมาธิการสาธารณสุข วุฒิสภา จัดเวทีสาธารณะ เรื่อง “รัฐบาลควรแปรรูปโรงงานยาสูบหรือไม่” ณ อาคารรัฐสภา ที่ประชุมได้สรุปว่ารัฐบาลไม่ควรแปรรูป รยส. และจะส่งผลให้รัฐบาลพิจารณาต่อไป และ 20 สิงหาคม 2545 คณะรัฐมนตรีมีมติให้เลื่อนการแปรรูป รยส. ธนาคารออมสิน และธนาคารอาคารสงเคราะห์ ออกไปอย่างไม่มีกำหนด

ผลกระทบของ“ร่างพ.ร.บ.การยาสูบแห่งประเทศไทย”ต่อการควบคุมยาสูบของรัฐ” นายไพศาล ลิ้มสถิตย์ ศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์ กล่าวถึง ร่าง พ.ร.บ.การยาสูบแห่งประเทศไทยที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีเนื้อหาที่จะส่งผลกระทบต่อการควบคุมยาสูบของประเทศ กล่าวคือ การแปรสภาพโรงงานยาสูบเป็นนิติบุคคล แม้จะมีเหตุผลในเรื่องปรับปรุงประสิทธิภาพในการดำเนินงาน แต่อาจส่งผลเสียให้กับประเทศโดยเฉพาะมาตรา 8 (7) ที่เปิดโอกาสให้ขายหุ้นของ “การยาสูบแห่งประเทศไทย” (ยสท.) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของไทยให้กับบริษัทบุหรี่ต่างชาติและภาคเอกชน ขัดกับความมุ่งหมายในการจัดตั้งโรงงานยาสูบในปี พ.ศ.2482 ซึงรัฐบาลในขณะนั้นเห็นว่า กิจการยาสูบเป็นอันตรายต่อสุขภาพประชาชนควรอยู่ในความควบคุมของรัฐ และเท่ากับเป็นการยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 บริษัทบุหรี่ข้ามชาติสามารถเข้ามาถือหุ้นหรือร่วมตั้งบริษัทลูกกับ ยสท. อาจทำให้ภาคเอกชน นักการเมืองที่ซื้อหุ้น เข้ามามีบทบาทในการกำหนดทิศทางตลาดบุหรี่ในประเทศ หรือทำให้ ยสท.อ่อนแอลง กำไรลดลง แล้วเข้าซื้อกิจการของ ยสท. จนส่งผลกระทบต่อการกำหนดนโยบายควบคุมยาสูบของภาครัฐได้ มีตัวอย่างที่เกิดขึ้นในต่างประเทศแล้ว ซึ่งเนื้อหาของร่างพ.ร.บ.นี้ ยังอาจจะขัดกับพ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 มาตรา 164 เนื่องจากเปิดช่องให้ภาคเอกชนที่ร่วมจัดตั้งบริษัทลูกหรือร่วมกิจการกับ ยสท. สามารถผลิตบุหรี่ซิกาแรตได้โดยอ้อมในนาม ยสท. รวมถึงเนื้อหาในมาตรา 8 (9) อาจจะขัดกับกรอบอนุสัญญาควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก (WHO FCTC) มาตรา 5.3 เนื่องด้วยมีการอนุญาตให้ ยสท.สามารถร่วมกิจการหรือกิจกรรมต่าง ๆ กับหน่วยงานของรัฐได้ เช่น ยสท.อาจจะร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุขในการพัฒนาโรงพยาบาลของโรงงานยาสูบหรือ ยสท. ซึ่งร่างกฎหมายนี้ยังเปิดช่องให้ภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมกิจการยาสูบมากขึ้น คำนึงถึงผลกำไรทางธุรกิจมากกว่าสุขภาพของประชาชน เช่น บริษัทบุหรี่ต่างชาติสามารถเสนอโครงการกับ ยสท. เพื่อจัดตั้งโรงงานผลิตบุหรี่หรือธุรกิจเกี่ยวกับยาสูบในไทย โดยขอการรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก BOI (สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน) จนทำให้ราคาบุหรี่ถูกลง ส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนเป็นนักสูบหน้าใหม่ หรือทำให้ประชาชนสูบบุหรี่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ประชาชนและภาครัฐจะสูญเสียค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่ต้องใช้รักษาโรคที่เกิดจากบุหรี่และผลิตภัณฑ์ยาสูบชนิดต่างๆ เพิ่มขึ้น

“ร่างพ.ร.บ.การยาสูบแห่งประเทศไทย” กับความสูญเสียของประเทศในอนาคต”รศ.ดร.สุชาดา ตั้งทางธรรมนักเศรษฐศาสตร์สถาบันส่งเสริมสุขภาพไทยกล่าวว่า องค์การอนามัยโลก (WHO) รณรงค์ในวันงดสูบบุหรี่โลกปี 2538 ว่า “บุหรี่ก่อความสูญเสียมากกว่าที่คุณคิด” ในการประชุมสมัชชาปี 2539 ประเทศสมาชิกเรียกร้องให้ WHO จัดให้มีมาตรการเพื่อสกัดกั้นการแพร่กระจายของยาสูบ ซึ่งนั่นก็คือกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบ (FCTC) หรือที่รู้จักเรียกกันว่า “กฎหมายบุหรี่โลก” ที่มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2548 นอกจากนั้น WHO จัดทำรายงานเรื่อง Tobacco and Poverty: A Vicious Circle มีการแปลเป็นภาษาไทยว่า “บุหรี่ ยิ่งสูบยิ่งจน” เนื่องจากผู้สูบส่วนใหญ่เป็นคนจน การสูบบุหรี่จะยิ่งทำให้จนหนักขึ้น ทั้งตัวผู้สูบและประเทศที่ต้องสูญเสียงบประมาณจำนวนมากในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยด้วยโรคจากการสูบบุหรี่

ธนาคารโลกก็ให้ความสำคัญมากกับการควบคุมยาสูบ ในปี 2542 ได้จัดพิมพ์หนังสือที่กระทรวงสาธารณสุขนำมาแปลเป็นภาษาไทยว่า “พัฒนาการทางปฏิบัติ หยุดการแพร่ภัยบุหรี่ สิ่งที่รัฐต้องทำและผลได้ผลเสียทางเศรษฐกิจของการควบคุมยาสูบ” และปลายปีที่แล้วก็จัดพิมพ์หนังสือ “At the Crossroads of Health and Development”ระบุว่าการสูบบุหรี่ก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจโดยรวมปีละมากกว่า 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณร้อยละ 1.8 ของ GDP ของโลก

สำหรับประเทศไทย สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศศึกษาพบว่าในปี 2552 มีความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากการสูบบุหรี่ถึง 74,884 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าภาษีที่รัฐบาลจัดเก็บได้จากยาสูบรวมกับกำไรของโรงงานยาสูบ ดังนั้นการจะขยายกิจการโรงงานยาสูบเพื่อหารายได้เพิ่มขึ้นจึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องคิดให้ดีถึงผลได้ผลเสียโดยรวม ที่ผ่านมาประเทศเราได้รับการยอมรับจากประชาคมโลกว่ามีกฎหมายควบคุมยาสูบที่เข้มแข็ง เมื่อครั้งที่เกิดกรณีพิพาทเรื่องการเปิดตลาดบุหรี่เราอ้างว่าโรงงานยาสูบของรัฐจะช่วยในการควบคุมยาสูบได้ และเมื่อจะมีการแปรรูป รยส. องค์กรภาคสุขภาพก็ยังมองว่าการเป็นกิจการของรัฐจะช่วยควบคุมยาสูบได้ง่ายกว่าเป็นของเอกชน อีกทั้งในรายงานของ รยส. เองก็ระบุชัดเจนว่าผลิตและจำหน่ายเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มผู้ใหญ่ที่ยังคงสูบบุหรี่อยู่ ดังนั้นการที่กิจการของรัฐจะรับจ้างผลิตบุหรี่เพื่อหารายได้ หรือวางแผนส่งออกไปต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่ม CLMV จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องมองให้กว้างและมองให้ไกล ลองดูผลการดำเนินงานของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างฟิลิป มอร์ริส (PMI) ในปี 2559 บริษัทมีรายได้สุทธิ 74,953 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินบาทในขณะนั้นเท่ากับ 2,645,690 ล้านบาท ขณะที่รัฐบาลไทยมีรายได้จากภาษีอากร การขายสิ่งของและบริการ รายได้จากรัฐพาณิชย์ และรายได้อื่นในปีเดียวกัน 2,394,641 ล้านบาท การทำตลาดต่างประเทศสำหรับบุหรี่ไทยจึงมิใช่เรื่องง่าย

ธนาคารโลกยังให้ความสำคัญมากกับการควบคุมยาสูบ หน่วยงานที่มีหน้าที่จัดหารายได้อย่างกระทรวงการคลังก็ควรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจังเพราะปัจจุบันเรามีปัญหาคุณภาพของเยาวชน อีกทั้งปัญหาสังคมผู้สูงอายุที่กำลังตามมาซึ่งจะเป็นภาระแก่งบประมาณจำนวนมาก หน่วยงานที่มีหน้าที่จัดทำยุทธศาสตร์ชาติก็ควรให้ความสำคัญและตระหนักถึงบทบาทความรับผิดชอบของประเทศไทยในเวทีโลกเพราะเกี่ยวข้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน สภาพัฒน์จัดพิมพ์หนังสือเศรษฐกิจพอเพียงและแนวพระราชดำริการพัฒนาประเทศไว้หลายเล่ม จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะน้อมนำแนวพระราชดำริมาพิจารณาในเรื่องนี้ด้วย
ซักถามและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

  • นักวิชาการควบคุมยาสูบหลายท่าน เห็นด้วยว่ากฎหมายควรมีมาตรการในการป้องกันบริษัทข้ามชาติเข้ามาซื้อหุ้น ให้รัฐบาลเป็นผู้ถือหุ้น 100%เพราะหากไม่มีมาตรการก็จะเหมือนการขายสมบัติของชาติ เพราะในปัจจุบันต่างชาติก็สามารถนำบุหรี่เข้ามาขายในประเทศได้อยู่แล้ว ซึ่งหากปล่อยให้เข้ามามีอิทธิพลเพิ่มขึ้นโดยการถือหุ้นอันนี้จะเป็นเรื่องสำคัญ ที่เป็นอุปสรรคต่อการควบคุมธุรกิจยาสูบ และจะส่งผลกระทบในภาพรวมต่อสุขภาพของประชาชน ซึ่งการพิจารณาได้ผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)วาระที่ 2 แล้ว ดังนั้นการที่มีข้อเสนอให้ล่ารายชื่อคัดค้านอาจจะไม่ทัน เพราะคาดว่าจะมีการพิจารณาแล้วเสร็จภายในปลายเดือน ก.พ. นี้ เพื่อให้ทันเวลาจึงจะทำในลักษณะยื่นหนังสือ ต่อ สนช. คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.การยาสูบแห่งชาติ พ.ศ…. โดยการรวบรวมตัวแทนจากองค์กรต่างๆเข้ายื่นหนังสือแทน
  • นายบัณฑิต แป้นวิเศษ หัวหน้าฝ่ายขับเคลื่อนนโยบายสตรี มูลนิธิเพื่อนหญิง กล่าวว่า เรื่องนี้จะส่งผลต่อสุขภาพของประชาชน แต่ประชาชนไม่รู้เรื่อง เพราะไม่ได้มีการเสนอโดยกระทรวงสาธารณสุข การที่เอื้อต่อภาคธุรกิจ โดยไม่คำนึงถึงลูกหลานว่าจะเป็นอย่างไร ควรมีการตีแผ่ความเดือดร้อนของสังคมให้รับรู้กัน และต้องให้ประชาชนที่ไม่รับรู้ข้อกฏหมายได้รู้ในเรื่องนี้ด้วย ซึ่งตอนนี้ได้ผ่านการพิจารณาวาระ 2 ไปแล้ว ช่วงนี้จึงเป็นช่วงที่ภาคธุรกิจกำลังวิ่งเต้น เราก็ต้องเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องสุขภาพประชาชน

การแถลงข่าว: “ร่าง พ.ร.บ.การยาสูบแห่งประเทศไทย: การสูญเสียอธิปไตยในการควบคุมยาสูบครั้งใหม่” นพ.หทัย ชิตานนท์ ประธานสถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย กล่าวว่า ร่างพ.ร.บ.การยาสูบแห่งประเทศไทย พ.ศ….ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีเนื้อหา การแปรสภาพโรงงานยาสูบเป็นนิติบุคคล โดยให้เหตุผลในเรื่องการปรับปรุงสภาพการทำงาน โดยในมาตรา 8 (7) เปิดโอกาสให้ขายหุ้นของบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดของการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.)ให้กับบุหรี่ต่างชาติและเอกชน ซึ่งคณะนักวิชาการเห็นว่ามีเรื่องที่ร้ายแรงต่อการควบคุมยาสูบในประเทศ จะทำให้บุหรี่ข้ามชาติเข้ามาครอบงำ เป็นเรื่องที่จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพของคนไทย จึงมีข้อเสนอไปถึง นายกฯ ระงับและแก้ไข ให้ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวออกมาในลักษณะนิติบุคคล โดยให้รัฐบาลเป็นผู้ถือหุ้น 100 %

Read 330 times

ติดต่อสำนักงาน

คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โรงเรียนเรวดี 108 ถนนประดิพัทธ์ แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 10400

© Copyright TRC 2018. Design by TRC