รายงานกิจกรรม

ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ

เมนูหลัก ศจย.

Friday, 09 February 2018 09:15

การประชุมเพื่อติดตามการดำเนินงานตามแผน...

Rate this item
(0 votes)

การประชุมเพื่อติดตามการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์การควบคุมยาสูบแห่งชาติ ฉบับที่สอง พ.ศ.2559-2562 ยุทธศาสตร์ที่ 3 ช่วยผู้เสพให้เลิกใช้ยาสูบ ครั้งทื่ 1/2561 วันที่ 6 เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 เวลา 13.00-16.00 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 6 อาคารเฉลิมพระบารมี 50 ปี ซอยศูนย์วิจัย กรุงเทพมหนคร

ผู้เข้าร่วมการประชุมประกอบด้วยรศ.นพ.สุทัศน์ รุ่งเรืองหิรัญญา คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒเป็นประธานและมีผู้เข้าร่วมประชุม 13 ท่าน

  1. รับทราบความก้าวหน้า โครงการเสนอยารักษาโรคเสพติดผลิตภัณฑ์ยาสูบเข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติ
    โครงการนี้เป็นการศึกษาเกี่ยวกับประสิทธิผลของยาเลิกบุหรี่ชนิดหนึ่ง ในกลุ่มตัวอย่างผู้สูบที่มาใช้บริการของสถานบริการสาธารณสุขในจังหวัดนครราชสีมา และประเมินต้นทุนค่าใช้จ่าย รวมทั้งหารูปแบบที่เหมาะสมของระบบบริการทั้งในส่วนของผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและผู้ที่ยังไม่ป่วย จากการติดตามการให้ยา 501 ราย สามารถดึงข้อมูลรายบุคคลในระบบ 43 แฟ้มมาได้ 425 ราย จาก 21 รพ. ติดตามการใช้ยาพบว่าผู้รับบริการเลิกสูบแล้ว 111 ราย(26.12%) , ลดปริมาณมวน 107 ราย, สูบซ้ำ 4 ราย, สูบเท่าเดิม 8 ราย, ออกจากโครงการ 10ราย,ไม่ได้ตาม 175 ราย,และติดตามไม่ได้ 10 รายอัตราการเลิกสำเร็จแตกต่างกันในแต่ละสถานบริการโดยรพ.ขนาดเล็กมีอัตราความสำเร็จในการเลิกได้สูงกว่าโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นผลมาจากการติดตามอย่างใกล้ชิดได้มากกว่า จากการบันทึกอาการหลังจากรับยาไปแล้ว 2 สัปดาห์ พบผู้รับบริการเกิดผลข้างเคียง 19% อาการที่พบส่วนใหญ่พบอาการเวียนศีรษะ, คลื่นไส้, นอนไม่หลับ, และหายใจไม่สะดวก
    นพ.ชัย กฤติยาภิชาตกุลเสนอแนะให้ส่งรายชื่อรายที่ติดตามไม่ได้ก่อนหน้านี้นั้นให้รพ.สต.ติดตามแทน แล้วควรส่งตัวมาเป่าวัดค่าคาร์บอนมอนน็อคไซด์ที่รพ. ซึ่งรพ.สต.จะมีการคัดกรองแล้วจะนำไปรักษายังรพ.แล้วให้รพ.สต.ติดตามผลต่อไป เสนอว่าในอนาคตควรจะมีเครื่องเป่าไว้ประจำที่ รพ.สต.
  2. อนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติ อยู่ระหว่างการมอบหมายคณะทำงานผู้เชี่ยวชาญด้านการคัดเลือกยาสาขาที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณายาเลิกบุหรี่ จึงขอให้กรมควบคุมโรคจัดเตรียมการเพื่อเสนอโครงการยาอดบุหรี่ในบัญชีย่อย จ (1) ให้มีรายละเอียดดังนี้ 1.หน่วยงานรับผิดชอบทั้งโครงการและงบประมาณ 2. ให้นำเสนอเป็นลายลักษณ์อักษร 3.ให้คำนวณผลกระทบระยะยาวต่อประเทศกรณีขยายผล 4. ให้รายงานผลการดำเนินงานต่อคณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติเป็นระยะ
    ที่ประชุมให้ข้อเสนอแนะวิธีคำนวณ ผลกระทบระยะยาวยาอดบุหรี่สำหรับผู้ป่วย 2 โรค คือ COPD และหลอดเลือดหัวใจว่าให้หาจำนวนผู้ป่วยตามเกณฑ์ว่ามีเท่าไหร่โดยใช้ข้อมูลของนพ.วิชัย เอกพลากรว่าโรคหลอดเลือดหัวใจมีอัตราการสูบเท่าไรนำไปคูณกับจำนวนคนไข้และจำนวน COPD อัตราการสูบมีเท่าไรนำมาคูณกับจำนวนคนไข้ แล้วแบ่งสัดส่วนที่จะจ่ายยาอดบุหรี่ในปีแรก 10% นำมาคูณกับค่ายารายหัวเป็นเงินต่อปี และวิเคราะห์รวมกับรายใหม่ในปีถัดไป
  3. กรอบแนวทางการติดตามประเมินผลตามแผนยุทธศาสตร์ฯ เมื่อสิ้นสุดแผนปี 2562 และตัวชี้วัดเพื่อติดตามประเมินผลฯ ยุทธศาสตร์ที่ 3ตัวชี้วัดที่สำคัญจะอยู่ในส่วนของระดับกระทรวงและระดับจังหวัดคือ ร้อยละ 50 ของผู้เสพยาสูบต้องการเลิกเสพ, ร้อยละ 30 ของผู้เสพต้องการเลิกเข้าสู้ระบบบำบัด, ร้อยละ 30 ของคลินิก NCD และคลินิกโรคเรื้อรังอื่นๆมีการให้บริการเลิกบุหรี่, และร้อยละ 20 ของผู้เสพที่เข้าสู่ระบบบำบัดเลิกเสพได้สำเร็จต่อเนื่อง 6 เดือนถึง 1 ปีซึ่งในวันที่ 22-23 กุมภาพันธ์ 2561 จะมีการจัดประชุมเรื่องตัวกำกับติดตามและการประเมินผลระดับแผนชาติฉบับที่สอง
  4. ทางสมาพันธ์ฯได้รับยานิโคตินทดแทนมาจากบริษัทเอกชน จะเอามาใช้ประโยชน์โดยการนำมาใช้ในกลุ่มตัวอย่างและติดตามการใช้ดูผลข้างเคียงและdoseว่ามีผลข้างเคียงต่างกันอย่างไร
  5. ทพญ.ดร.ศิริวรรณ พิทยรังสฤษฏ์รายงานสถานการณ์การเลิกบุหรี่ฯ โครงการ 3 ล้าน 3 ปี ณ วันที่ 31 ม.ค. 2561 มีผู้สูบบุหรี่สมัครเข้าร่วมโครงการประมาณ 6 แสนคน เลิกได้สำเร็จประมาณ 1 แสนคน ซึ่งโครงการมีเป้าหมายเลิกบุหรี่ให้ได้ 3 ล้านคน สอดคล้องกับเป้าหมายของ NCD global targetsอยากให้ลดการสูบบุหรี่ลง 30% ในปี 2568 ซึ่งประเทศไทยมีจำนวนคนสูบบุหรี่อยู่ประมาณ 11 ล้านคนตั้งเป้าหมายให้เลิกบุหรี่ได้ 3.3 ล้านคนโครงการ 3 ล้าน 3 ปี ในปีที่สองนั้นกรมสนับสนุนบริการได้จัดทำเครื่องมือเพื่อให้อสม.ทุกคนต้องรายงานผู้สมัครใจเลิกบุหรี่ โดยตั้งเป้าว่าจะมีคนเลิกสำเร็จ 3 คนต่ออสม. 1 คน จึงต้องการให้กรรมการยุทธศาสตร์การเลิกบุหรี่ช่วยต่อยอดโครงการฯนี้ต่อไป หลังจากชวนเลิกแล้วเมื่อเลิกไม่ได้หลังจาก 6 เดือน ให้ส่งต่อเข้าสู่ขั้นตอนที่ 2 คือส่งต่อไปยังสถานพยาบาล โดยให้ใช้ยาสมุนไพรจากรพ.ซึ่งอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติแล้วซึ่งควรมีแหล่งผลิตอย่างน้อย 1 รพ.ต่อ 1 จังหวัด หากรพ.ไหนต้องการผลิตสามารถติดต่อขอการสนับสนุนไปศึกษาดูงานการผลิต
Read 336 times

ติดต่อสำนักงาน

คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โรงเรียนเรวดี 108 ถนนประดิพัทธ์ แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 10400

© Copyright TRC 2018. Design by TRC